จับช่างแอร์โรคจิตฉกกกน.สาวตามหอพัก เผยรสนิยมชอบใส่ของผู้หญิง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 16 ส.ค. พ.ต.อ.ชุมพล หันชะนา ผกก.สภ.บ้านเป็ด จ.ขอนแก่น พร้อมด้วยพ.ต.อ.จาตุรนต์ ตระกูลปาน ผกก.สภ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ พ.ต.ท.วุฒิศักดิ์ รองเมือง รอง ผกก.สส.สภ.บ้านเป็ด และตำรวจชุดสืบสวน สภ.บ้านเป็ด ร่วมกันจับกุมนายปิยณัฐ แสนองอาจ อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 631/4 ถ.รื่นรมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น ผู้ต้องหากระทำความผิดฐาน ลักทรัพย์ในเคหสถาน โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด เพื่อการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น

สืบเนื่องจากผู้ใช้เฟสบุ๊กในจ.ขอนแก่น ต่างพากันแชร์ภาพจากกล้องวงจรปิดคนร้ายก่อเหตุขโมยชุดชั้นในผู้หญิง พบคนร้ายเป็นชาย อายุ 25-30 ปี เหตุเกิดเวลาประมาณ 11.00 น. ของวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยคนร้ายก่อเหตุขโมยชุดชั้นในผู้หญิงบริเวณหอพักที่ห้องหมายเลข 2 ซอยบ้านหนองขาม 3/1 ถ.เหล่านาดี อ.เมือง จ.ขอนแก่น โดยขี่รถจักรยานยนต์มาจอดที่ประตูหอพักก่อนจะเดินเข้าไปข้างใน เมื่อเห็นว่าไม่มีคนอยู่ จึงขโมยชุดชั้นในผู้หญิงที่ซักตากอยู่หยิบใส่ในเป้ากางเกงของตัวเองจำนวนหลายตัว ก่อนจะเดินออกมาแล้วขี่จักรยานยนต์หลบหนีไป หลังจากนั้นผู้เสียหาย น.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 23 ปี จึงแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.บ้านเป็ด

พ.ต.ท.วุฒิศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากรับแจ้งความ ตำรวจชุดสืบสวนได้สืบค้นข้อมูลจากกล้องวงจรปิด ทราบว่านายปิยณัฐเป็นคนร้ายที่เข้าไปขโมยกางเกงในของผู้เสียหาย พร้อมกับหลบหนีไปอยู่บ้านแฟนที่อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ จากนั้นเมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจจึงติดตามไปลานรับซื้อบ้านไทรทอง ม.10 ต.ท่ามะไฟหวาน อ.แก้งคร้อ พร้อมนำหมายจับเข้าจับกุมนายปิยณัฐขณะนำยางพาราที่มัดใส่กระสอบปุ๋ยเพื่อมาชั่งที่ลานรับซื้อ

สอบสวนนายปิยณัฐ ยอมรับสารภาพ ว่า ตนมีครอบครัวอยู่ที่อ.แก้งคร้อ โดยมาทำงานเป็นช่างแอร์ที่ร้านแอร์แห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.ขอนแก่น ชอบใส่กางเกงในผู้หญิง ซึ่งตนเห็นข่าวในสื่อมวลชนโดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ได้เสนอข่าวมีคนเข้าไปขโมยกางเกงในบ่อย จึงทำตามเพื่อเอากางเกงในของผู้หญิงมาใส่ โดยทำมาแล้ว 2–3 ครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ก็ถูกกล้องวงจรปิดบันทึกภาพของตัวเองได้ กระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดังกล่าว

หลังจากนั้น ตำรวจได้ควบคุมนายปิยณัฐไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในจุดเกิดเหตุ ท่ามกลางชาวบ้านมามุงดูจำนวนมาก แล้วนำตัวมาควบคุมที่สภ.บ้านเป็ด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา:ข่าวสด


สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำ เว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ด้วยทีมงานมืออาชีพ

แม่ใจจะขาด!ร้องยธ.ลูกสาววัย 33 หายตัวลึกลับจากหอพักกว่า 3 เดือน ยังไม่รู้ชะตากรรม

 เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 31 ส.ค. ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) นายเอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา นำนางเฮียง วชิมาเภท อายุ 60 ปี ชาวสุรินทร์ พร้อมด้วยนางอนิศรา หอมขจร อายุ 38 ปี แม่และพี่สาวของน.ส.เสาวรจน์ วชิมาเภท อายุ 33 ปี เดินทางเข้าพบพ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อยื่นหนังสือร้องทุกข์และให้ช่วยดำเนินการติดตามหาตัวน.ส.เสาวรจน์ ลูกสาว ซึ่งหายตัวไปอย่างลึกลับนานกว่า 100 วัน โดยขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม นางเฮียง กล่าวว่า น.ส.เสาวรจน์ ชื่อเล่นเปีย มีอาชีพเป็นพนักงานโรงงานของบริษัทแห่งหนึ่งย่านบางปะอิน และพักอาศัยอยู่ที่หอพักย่านคลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยลูกสาวหายตัวไปจากหอพักตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ตนเริ่มทราบข่าวว่าลูกสาวหายไปจากหอพัก เมื่อวันที่ 22 พ.ค. เนื่องจากมีเพื่อนสนิทของลูกสาวโทรศัพท์มาสอบถามตนว่า น.ส.เสาวรจน์เดินทางกลับมาที่บ้านหรือไม่ ซึ่งตนก็บอกว่าไม่ได้กลับมาที่บ้านจ.สุรินทร์ แต่เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ตนกับลูกสาวยังติดต่อกันผ่านแอพพิเคชั่นไลน์ โดยลูกสาวระบุว่า จะโอนเงินมาให้ตนเพื่อใช้ในการรักษาอาการโรคกระดูกเสื่อมในวันที่ 22 พ.ค. แต่พอถึงวันที่ 23 พ.ค. ตนเดินทางไปยังโรงพยาบาล เพื่อเข้ารับการรักษาอาการป่วยดังกล่าว และไปเช็คยอดเงินจากบัญชีธนาคารก็พบว่าลูกสาวยังไม่ได้โอนเงินมาให้ ก่อนจะไม่สามารถติดต่อลูกสาวได้อีกเลย นางเฮียง กล่าวต่อว่า สำหรับการหายตัวไปของน.ส.เสาวรจน์นั้น พี่สาวของนำบัญชีเงินฝากธนาคารของน.ส.เสาวรจน์ไปตรวจสอบ ก็พบว่าบัญชีไม่มีความเคลื่อนไหวและไม่มีการเบิกเงินออกไปใช้ อย่างไรก็ตาม น.ส.เสาวรจน์หายตัวไป พร้อมสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท และหนัก 1 สลึง และโทรศัพท์มือถือไอโฟน รุ่น 6 พลัส 1 เครื่อง นอกจากนี้ หลังเกิดเหตุได้เดินทางไปสอบถามที่หอพักของลูกสาว โดยมีเจ้าของร้านขายของชำที่หอพักบอกกับตนว่า ช่วงหัวค่ำของ วันที่ 21 พ.ค. ลูกสาวเดินทางกลับมาจากหอพักของเพื่อน และมานั่งอยู่ที่ร้าน จากนั้นเวลาประมาณ 23.00 น. ลูกสาวก็กลับขึ้นไปยังห้องพักที่หอดังกล่าว จากนั้น ก็ไม่มีใครเห็นลูกสาวของตนอีกเลย อีกทั้ง ที่หอพักไม่มีกล้องวงจรปิดด้วย จึงทำให้ยากต่อการหาเบาะแส ส่วนการตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ของลูกสาวที่มีการติดต่อกันสายล่าสุดนั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่มูลนิธิกระจกเงาอยู่ระหว่างตรวจสอบให้

“อยากให้กระทรวงยุติธรรมช่วยเร่งรัดคดีและติดตามหาลูกสาวของแม่ ซึ่งแม่มีลูกทั้งหมด 3 คน โดยลูกสาวที่หายตัวไปเป็นคนที่ 2 เป็นคนนิสัยดี และมีครอบครัวแล้ว แต่ได้แยกทางกันอยู่กับสามีของเขา โดยมีลูกด้วยกัน 1 คน อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ยังไม่มีเบาะแสอะไรเกี่ยวกับหายตัวไปของลูกสาวเลย และเคยไปแจ้งความไว้ที่ สภ.คลองหลวงแล้ว แต่คดียังไม่มีความคืบหน้า จึงอยากให้ทั้ง 2 หน่วยงานร่วมมือกันและเร่งกันติดตามหาตัวลูกสาวให้พบ” นางเฮียง กล่าว

ด้าน นายเอกลักษณ์ กล่าวว่า กรณีการหายตัวไปของน.ส.เสาวรจน์ ทางเราได้ประชาสัมพันธ์ติดตามหาในหลายช่องทาง แต่ยังไม่มีเบาะแส และยังได้ประสานไปยังกองบังคับการปราบปราม และกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อให้ช่วยติดตามคดีนี้ด้วย และที่พาแม่ของคนหายมาร้องทุกข์ในวันนี้ เนื่องจากกระทรวงยุติธรรม มีบทบาทเป็นเลขานุการของคณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม (คพศ.) ซึ่งควรมีบทบาทสำคัญในการประสานสั่งการติดตามคนหาย

พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า เบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่จะได้รับเรื่องร้องเรียนไว้ และเตรียมประสานหาข้อเท็จจริงกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองหลวง ขณะเดียวกันในวันนี้จะประสานกับทางเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ทำการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอของนางเฮียงไว้ เพื่อทำการเปรียบเทียบกับหลักฐานและเบาะแสที่เกี่ยวข้องต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

“สาวทอม”ควงกิ๊กหนุ่มวัย 15 ฆ่า”ดี้สาว”แล้วจับศพแขวนคอ แถมสวมรอยโพสต์FBผู้ตายอำพราง

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 29 กรกฎาคม ที่สภ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.บุญธรรม วรรณรัตน์ พ.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ทองงามตระกูล รองผบก.ประจวบคีรีขันธ์, พ.ต.อ.สิทธิชัย ศรีโสภาเจริญรัตน์ ผกก.สภ.หัวหิน แถลงข่าวการจับกุมตัวผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมอำพรางศพด้วยการผูกคอในหอพักแห่งหนึ่งชุมชนตาลเดี่ยว อ.หัวหิน โดยผู้ต้องหามี 2 คน ได้แก่ น.ส.กชกร หรือบัว ชาวชัยนาท อายุ 19 ปี ชาวนครปฐม อีกรายเป็นเยาวชน ชื่อนายต้าร์ (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี ชาวจ.นครปฐม เช่นเดียวกัน ซึ่งทั้ง 2 คน ได้ร่วมกันก่อเหตุฆาตกรรมน.ส.โสดาพันธ์ หรือแก้ว คำศิลป์ อายุ 36 ปี ชาวเพชรบุรี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ท่ามกลางญาตของผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่มายืนดูการแถลงข่าวด้วยน้ำตานองหน้า  พ.ต.อ.สิทธิชัยกล่าวว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุว่ามีคนผูกคอตายภายในหอพักเมื่อเวลา 16.40 น.ของวันที่ 24 กรกฎาคม ผู้ดูแลหอพักเป็นผู้เปิดประตูห้องพักของน.ส.แก้วผู้เสียชีวิต หลังจากที่คนสวนพบกุญแจห้องตกอยู่ที่สวนของหอพัก เมื่อโทรศัพท์ไปหาเจ้าของห้องพักไม่มีคนรับสาย จึงได้นำกุญแจไปเปิดห้อง ก็พบว่าน.ส.แก้วได้เสียชีวิตในสภาพใช้ผ้าปูที่นอนผูกคอกับราวภายในห้องน้ำ ทั้งนี้ผู้ดูแลหอพักให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ด้วยว่า พบเหตุผู้ตายครั้งสุดท้ายในช่วงกลางคืน ขณะเดินขึ้นหอพักพร้อมกับน.ส.บัว และนายต้าร์ ผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย เมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดก็พบพิรุธหลายอย่าง ทั้งการเดินเข้าออกห้องพักผู้เสียชีวิตหลายครั้ง มีการสูบบุหรี่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด และขณะเดินออกจากหอพักโดยที่ไม่มีผู้ตายเดินออกมาด้วย จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 รายมาสอบสวน ขณะกำลังกบดานที่จ.นครปฐม ก่อนที่จะยอมรับสารภาพในที่สุด น.ส.บัวสารภาพว่า ตนและน.ส.แก้วคบหาในฐานะแฟนมาได้ประมาณ 1 ปี ก่อนหน้านี้ตนไม่ได้มีใคร คบกับผู้ตายเพียงคนเดียวและผู้ตายเป็นคนมาจีบตนก่อน ตนไม่เคยหลอกว่าเป็นทอม ส่วนแฟนใหม่ที่เป็นผู้ชายนั้น ตนเพิ่งมาคบหลังบอกเลิกกับผู้ตายได้ไม่นาน โดยในวันเกิดเหตุตนตั้งใจมาเคลียร์ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับผู้ตาย โดยพาแฟนใหม่มาด้วยเพื่อยืนยันว่ามีคนใหม่แล้วเพราะกลัวผู้ตายไม่เชื่อ ไม่ได้ตั้งใจมาฆ่า  รวมทั้งต้องการเคลียร์ปัญหาหนี้สินที่ตนหยิบยืมจากผู้ตายกว่า 7 หมื่นบาทไปใช้รักษาตัวเพราะไม่สบายด้วย โดยจะผ่อนชำระให้เป็นงวดๆละ 10,000 ถึง 15,000 บาท ตนไม่ได้จะมาขอเงินอีกเพราะเลิกกันแล้ว แต่ระหว่างเจรจา เกิดทะเลาะมีปากเสียงกัน และตนเกิดโมโหที่ผู้ตายขึ้นเสียงใส่ตน ทำให้เกิดอารมณ์ชั่ววูบใช้หมอนปิดหน้าผู้ตายบนเตียงนอน แล้วแฟนใหม่ก็มาช่วยจับขาผู้ตายไว้ จนผู้ตายแน่นิ่งไป

“จากนั้นหนูพยายามจะปลุกพี่แก้วแล้ว แต่ไม่ตื่นขึ้นมา ทำให้คิดว่าเสียชีวิตแล้ว หนูกับแฟนใหม่จึงใช้ผ้าปูที่นอน มาผูกกับราวในห้องน้ำแล้วอุ้มร่างของผู้ตายมาแขวนไว้ ทำทีว่าผูกคอตายเอง แล้วรีบออกจากหอพัก โดยทิ้งกุญแจห้องไว้ที่สวน ก่อนออกมาเรียกรถรับแจ้งหน้าหอพัก ให้พาไปส่งที่ห้องพักแห่งหนึ่งในอ.หัวหิน โดยที่หนูได้หยิบโทรศัพท์มือถือของผู้ตายติดมือมาด้วย เพื่อจะลบข้อมูลที่มีการติดต่อกันระหว่างหนูกับผู้ตาย แต่เพราะหนูไม่มีเงินติดตัว จึงได้ให้โทรศัพท์มือถือของผู้ตายเป็นค่ารถไป จากนั้นตอนเช้าได้รีบหนีขึ้นรถไฟไปกบดานที่บ้านพักใน จ.นครปฐม ก่อนถูกตำรวจตามจับได้ในที่สุด”น.ส.บัวให้การ

ด้านญาตของผู้ตายให้ข้อมูลด้วยว่า ผู้ตายเป็นคนดีชอบทำบุญมาก ต้องเลี้ยงลูก 1 คน แต่เกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา ตนเห็นผู้ตายรับโทรศัพท์ของน.ส.บัว แต่มีปากเสียงทะเลาะกันตลอดเวลา โดยในช่วงดึกของคืนเกิดเหตุ พบว่าเฟซบุ๊คของผู้ตายมีการโพสต์ภาพคล้ายกับว่าผู้ตายโพสต์เอง ซึ่งไม่ใช่ แต่เป็นฝีมือของผู้ต้องหาที่ต้องการอำพรางคดี

นอกจากนี้ญาติไม่เชื่อว่าผู้ต้องหาจะแค่ใช้หมอนปิดหน้าจนเสียชีวิต เพราะสภาพศพมีร่องรอยการถูกทำร้ายอย่างหนักทั้งตามร่างกายที่เขียวช้ำและที่ใบหน้า คล้ายการถูกจับหน้ากระแทกพื้น ทำให้ญาตไม่เชื่อตั้งแต่แรกว่าจะผูกคอตายเองและเชื่อว่าถูกฆาตกรรม โดยขณะนี้ยังไม่ได้เผาศพ ต้องการเก็บไว้เพื่อตรวจหาหลักฐานเพิ่มเติม อยากให้ผู้ต้องหาได้รับผลกรรมที่ทำไว้กับผู้ตาย

ที่มา>>>ข่าวสด

กระเป๋าทิ้งป้ายรถเมล์!! ชาวบ้านผิดสังเกตเปิดออก-ผงะทารกยังไม่ตาย

เมื่อเวลา 07.40 น. วันที่ 12 พ.ค. พ.ต.ต.ไพศาล ไอยรา พนักงานสอบสวน สภ.จอหอ อ.เมือง จ.นครราชสีมา รับแจ้งจากพลเมืองดี ว่าพบเด็กทารกถูกนำมาทิ้งในศาลารอรถประจำทาง บริเวณทางแยกเข้าบ้านกรูด หมู่ 11 พื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จอหอ อ.เมือง จึงรุดไปตรวจสอบ พร้อมกำลังจำนวนหนึ่ง

ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณริมเส้นทางเลี่ยงเมืองนครราชสีมา ถนนจอหอ-สามแยกปักธงชัย พบกระเป๋าสะพายข้าง ภายในมีผ้าเช็ดตัวห่อเด็กทารกเพศหญิง ผิวขาว อวัยวะครบถ้วน สภาพเพิ่งคลอดมาประมาณ 6 ชั่วโมง โดยมีสายสะดือพร้อมคราบเลือดแห้งเกราะกรังติดอยู่ ตรวจสอบเบื้องต้นเด็กทารกยังมีชีวิตอยู่ จึงมอบหมายให้หน่วยกู้ภัยฮุก.31 นำส่งให้แพทย์โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ตรวจรักษาตามขั้นตอนทางการแพทย์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อในระหว่างคลอด ซึ่งไม่ถูกหลักวิชาการ   พ.ต.ต.ไพศาล พนักงานสอบสวนเวรฯ เปิดเผยว่า จากการสอบถามพยานแวดล้อม ซึ่งเป็นบรรดาชาวบ้านที่มารอขึ้นรถประจำทาง พบกระเป๋าวางอยู่บนที่นั่งภายในศาลาฯ เวลาผ่านไปหลายสิบนาที ไม่มีใครสนใจกระเป๋าดังกล่าว จึงสอบถามหาเจ้าของก็ไม่มีใครรับ จากนั้นได้เปิดออกมาดูภายในมีเด็กทารก จึงแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ เบื้องต้นตนได้สั่งการให้สายสืบลงพื้นที่หาข้อมูลบุคคลเป้าหมายที่ตั้งครรภ์หรือพักอาศัยอยู่กินแบบสามีภรรยา ซึ่งในละแวกใกล้เคียง มีหอพักและบ้านเช่าของบรรดาผู้ใช้แรงงานและนักศึกษาตั้งอยู่จำนวนมาก สันนิษฐานตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ เมื่อลูกคลอดออกมา จึงได้นำมาทิ้งไว้ในศาลาฯ แต่เด็กไม่เสียชีวิต เนื่องจากมีคนมาพบเห็นก่อน

ที่มา>>>ข่าวสด