“วิ่งเปลี่ยนชีวิต” กับประโยชน์ 3 ข้อโดนใจคนทุกวัย

“วิ่งเปลี่ยนชีวิต” กับประโยชน์ 3 ข้อโดนใจคนทุกวัย

“อยากออกกำลังกายนะ แต่ไม่มีเวลาเลย” “วันนี้ยุ่งจัง ค่อยออกวันหน้าละกัน” นี่เป็นข้ออ้างสุดฮิตที่หลายคนชอบใช้กับตัวเองอยู่บ่อยครั้ง และจะเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผลสุดท้ายก็ไม่ได้ออกกำลังอยู่ดี กว่าจะรู้สึกตัวโรคก็มาเข้าแถวต่อคิวยาวเหยียดซะแล้ว Sanook! Healthเลยขอนำ 3 ประโยชน์เด็ดๆ ของการวิ่งมาให้อ่านกัน บอกเลยว่าหลายคนต้องชอบแน่นอน

โรคหัวใจ-01

1. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคหัวใจคร่าชีวิตคนมาเป็นอันดับหนึ่งของโลก ปลัดกระทรวงสาธารณะสุขเผยว่า โรคหัวใจคร่าชีวิตคนไทยเฉลี่ย 6 คนต่อชั่วโมงและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่าพึ่งตกใจไป เพราะการวิ่งสามารถช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้  ขณะที่เราวิ่งหัวใจจะทำงานเพิ่มมากขึ้น และเต้นเร็วกว่าปกติ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจมีความแข็งแรงขึ้น ส่งผลให้หัวใจสามารถสูบฉีดเลือด และไหลเวียนเลือดได้ดี ขอยกให้เป็นประโยชน์อันดับหนึ่งของการวิ่งเลยทีเดียว เพราะโรคนี้น่ากลัวมากจริงๆ

106591101

2. ลดความเครียด

ความเครียดอันตรายไม่ใช่เล่นๆ เลยนะ สามารถทำให้คนๆ หนึ่งตัดสินใจผิด คิดสั้นได้เลยทีเดียว เพราะเมื่อเราเครียด จะมีสารชนิดหนึ่งที่จะถูกสร้างขึ้นอัตโนมัติ นั่นคือ คอร์ติโซล มันจะสะสมไขมันเพิ่มขึ้นบริเวณช่องท้อง เกิดการกระตุ้นให้อยากอาหาร ถ้าอดใจไม่ไหวก็จะกินไม่หยุด สุดท้ายก็อ้วนจนได้ ดังนั้นถ้ารู้สึกเครียด หันมาวิ่งหลังจากทำงานเครียดๆ กันดีกว่า เพราะหลังจากวิ่งจนเหงื่อท่วม ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน เอ็นโดรฟินเสมือนเป็นการปรับสมดุลให้กับร่างกาย ทำให้สดชื่น สบายใจและคลายเครียดได้เหมือนกัน

476093875

3. ชะลอความแก่

ข้อนี้ต้องมีคนสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะคงไม่มีใครอยากแก่ ยิ่งถ้าสามารถทำได้โดยไม่ต้องเสียเงิน เข้าใจถูกแล้วล่ะ การวิ่ง สามารถชะลอความแก่ได้ ทำให้อวัยวะในร่างกายเสื่อมช้าลงกว่าคนที่ไม่ออกกำลัง จากผลงานวิจัยของ Stanford University School of Medicine โดยการเก็บข้อมูลจากนักวิ่งสูงอายุจำนวน  538 คนเป็นเวลา 24 ปี ผลปรากฏว่า นักวิ่งสูงอายุมีการแก่ตัวช้ากว่า อายุยืนนานและอาการของโรคพิการน้อยกว่ากลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่วิ่ง นอกจากนั้นยังพบว่าสถิติการตายของผู้สูงอายุที่วิ่งมีเพียง 15% ส่วนกลุ่มที่ไม่วิ่งมีถึง 34% ดังนั้นแค่สละเวลาสัก 30 นาที – 1 ชั่วโมงในแต่ละวัน มาวิ่งกัน นอกจากจะบอกลาความแก่ได้แล้ว ยังเหมือนได้อะไหล่ใหม่ให้กับร่างกายด้วย

ที่มา>>>Sanook

อะไรจะง่ายขนาดนั้น ! รวมวิธี ‘พิชิตความเครียด’ ในที่ทำงาน !

ทำงานอาทิตย์ละ 5-6 วันไม่พอ บางวันยังต้องรู้สึกกดดันแบบสุดๆ ทั้งกับเจ้านาย หรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงานด้วยกันเอง แน่นอนว่ามันก็ต้องมีความเครียด (สะสม) อาจพ่วงมาด้วยปวดหัวไมเกรนกันบ้าง แล้วจะทำยังไงดีล่ะ ? วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ประชุมกันสรุปรวบยอดได้ 4 ทางออกง่ายๆ มาฝากกัน รับประกันว่ามันจะสลายความเครียดต่างๆ ให้หายเป็นปลิดทิ้งเลยล่ะ !

เปลี่ยนซะ มองเรื่องแย่ๆ ในมุมใหม่กิ๊กซะบ้าง 

ก็เหมือนการเปลี่ยนมุมมองของคุณซะใหม่นั่นแหละ ไม่ต้องไปกดดันมันทุกเรื่อง จำไว้ว่า “อาวุธสำหรับต่อกรกับความเครียดที่ดีที่สุด นั่นก็คือ มุมมองของคนเราในการเลือกว่าจะคิดแบบไหน” คุณอย่ามองข้ามพลังของความคิดบวกเป็นอันขาด ไม่ใช่ว่าโดนกดดันนิด หรือโดนด่าหน่อย ก็ต้องหดหู่ เศร้าใจ หรือสิ้นหวัง แต่คุณลองผลักดันสิ่งเหล่านั้นให้ออกมาเป็นพลังบวกดูสิ ในทางกลับกัน หากความคิดคุณติดลบ นั่นจะพลอยทำให้ความมั่นคงทางจิตใจสั่นคลอน และความเครียดจะจู่โจมได้มากขึ้น

ฉะนั้นแล้วจะสุขหรือจะทุกข์ คุณสามารถเลือกได้จากความคิด อยู่ที่ว่าคุณจะมองมุมไหน อย่างไร … ลองดูสิ แล้วชีวิตคุณจะมีแต่เรื่องดีๆ ที่ไม่แย่เกินไป !ระบายให้เพื่อนๆ ฟังบ้าง จะได้ไม่เครียดเกินไป

หากระโถนท้องพระโรง ระบายให้เพื่อนๆ หรือครอบครัวฟังบ้าง
อย่าเก็บความเครียดไว้คนเดียว เพราะนั่นอาจส่งผลให้คุณเครียด และกดดันตัวเองมากกว่าเดิม มีผลวิจัยของการสแกนสมอง ชี้ชัดว่าเมื่อคนเรารู้สึกเจ็บปวดทางใจ และทางกาย วงจรในสมองส่วนเดียวจะสว่างขึ้น ทว่าเมื่อเจ้าตัวได้รับความช่วยเหลือจากคนรอบข้างในชีวิตประจำวัน วงจรนั้นจะเริ่มทำงานช้าลง นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมคุณจึงควรหาเพื่อนที่ดีไว้สักคน (หรือคนในครอบครัวก็ดี) เพื่อปรับทุกข์ หรือขอคำปรึกษาในเรื่องต่างๆ คนรอบข้างตัวคุณเหล่านี้จะช่วยคลายความกังวลให้คุณไม่มากก็น้อยอย่าจมอยู่กับตัวเอง คิดในแง่บวกเข้าไว้ !

คิดบวกซะบ้าง นึกถึงแต่เรื่องดีๆ

ใช่ว่าพอโดนกดดัน โดนด่า หรือเครียดมากๆ ทุกอย่างรอบๆ ตัวจะต้องดูหดหู่ น่าเบื่อซะเมื่อไร คุณลองคิดถึงเรื่องดีๆ เข้าไว้สิ อย่างเช่น เมื่อผลงานของคุณสำเร็จ หัวหน้าจะชื่มชมคุณอย่างไร เขาอาจจะไว้วางใจคุณให้ทำเรื่องยากๆ หรือโปรเจกต์ใหญ่ๆ ก็ได้ อย่าไปคิดว่าชีวิตนี้คุณจะไม่เจอเรื่องดีๆ เลย อย่างน้อยก็น่าจะเจอเรื่องดีๆ บ้างในแต่ละวัน มองทุกอย่างบวกเข้าไว้ แล้วมันจะเป็นแรงผลักดันให้คุณก้าวไปข้างหน้า

จำไว้ว่า อย่าจมอยู่กับตัวเอง และปล่อยให้ความเครียดเปลี่ยนตัวคุณให้กลายเป็นมลพิษต่อคนรอบข้าง แบบนี้นอกจากมันจะไม่เวิร์กแล้ว ยังส่งผลให้ทุกอย่างแย่ลงไปอีกด้วยนะ … ชีวิตยังมีแง่มุมที่สวยงาม คิดบวกเข้าไว้ เชื่อสิแค่นี้ก็ทำให้คุณยิ้มได้แล้ว !จ็อกกิ้งเบาๆ ช่วยลดความเครียดได้

เสียเหงื่อลดเครียด

วิธีสุดท้าย และสุดเวิร์ก ที่ไม่เพียงแต่คุณจะหายเครียด (เห็นผลทันที) ทว่ายังช่วยเฟิร์มร่างกายให้แข็งแรงอย่างเฮลตี้-ได้สุขภาพที่ดีเป็นของแถม คุณรู้ไหมว่าการออกกำลังกายมีส่วนช่วยลดระดับความเครียด และเพิ่มความเติบโตของเซลล์สมองใหม่ๆ ได้ ฉะนั้นทางที่ดี แม้คุณจะเหนื่อยล้าจากการทำงาน แต่คุณก็ไม่ควรนอนหลับไปพร้อมกับความเครียดในแต่ละวัน เราแนะนำว่าคุณควรหมั่นออกกำลังกายเบาๆ เป็นประจำทุกวัน หลังเลิกงาน อย่างน้อย 1 ชม. ไม่ว่าจะเป็น จ็อกกิ้ง ปั่นจักรยานชิลๆ หรือว่ายน้ำก็ดี นอกจากความเครียดสะสมจะหายไป ได้ผ่อนคลายสมองหลังจากใช้งานมาอย่างหนักทั้งวันแล้ว หุ่นของคุณยังเฟิร์มเป๊ะขึ้น ตลอดจนยังช่วยให้คุณนอนหลับสบายแบบเต็มที่ตลอดคืนด้วย.

ที่มา>>>Thairath