อ่านไม่ตอบVsไม่เปิดอ่าน แบบไหนดีกว่ากัน

อ่านไม่ตอบVsไม่เปิดอ่าน แบบไหนดีกว่ากัน

ปัญหาระดับชาติของคนยุคใหม่ที่ทำให้นอยด์จนความเอ็นจอยในชีวิตหดหาย เวลาที่ส่งไลน์หาใครแล้วมันขึ้นว่า Read แต่ไม่มีคำตอบจากสวรรค์ ประหนึ่งข้อความของเราหายไปกับสายลม แต่บางคนกลับมองว่า เอาวะ!อย่างน้อยเราก็รู้ว่า สารของเราส่งถึงคนรับ ดีกว่าไม่เปิดอ่านเลย อันนั้นดูเหมือนไม่แคร์สัตว์โลกยิ่งกว่า!

ตกลงการโดนอ่านไม่ตอบ กับข้อความไม่ถูกเปิดอ่านเลยแบบไหนมันดีกว่ากัน

Read

อ่านไม่ตอบดีกว่า เพราะว่าสารยังส่งถึงคนรับ

            ส่วนตัวจูนเลือกข้อนี้นะ อย่างน้อยข้อความที่เราส่งไป พอขึ้น Read เราก็อุ่นใจแล้วว่า โอเคคุณรับรู้ละนะ ยิ่งถ้าส่งปุ๊บเปิดปั๊บแม้ไม่ตอบแต่มันก็ฟินมากนะ ดูเหมือนคุณยังอยากรับสาร อารมณ์เหมือนได้บอกรักกับคนที่ชอบ ขอแค่ได้บอกก็พอ เหมือนยกภูเขาออกจากอก คุณจะรักตอบหรือไม่มันก็เรื่องของคุณ แต่ฉันได้บอกความนัยออกไปฉันโล่งแล้ว ฟินราเร่เฮฮาเหมือนปลาได้น้ำ ฉะนั้นส่งอะไรไปถ้าเขาอ่านแม้ไม่ตอบ จูนรู้สึกดีกว่าเขาไม่เปิดอ่านเลย!

ตุ๊กตูนออร์แกไนซ์สาวผู้มีนิสัยห้าวหาญตรงๆ แมนๆ เห็นด้วยในคำตอบนี้ นางให้ความเห็นว่า

“มันก็แล้วแต่ว่าเราเขียนไปว่าอะไร ถ้าเป็นประโยคบอกเล่าอ่านแล้วไม่ตอบ เราไม่ซี หรือถ้าเป็นประโยคคำถามมองในแง่ดีอาจจะลืมตอบ ทำอย่างอื่นไปด้วยเปิดอ่านไปด้วยก็เลยลืม ที่เลือกตอบข้อนี้เพราะรู้สึกดีกว่า เพราะอย่างน้อยอีกฝ่ายก็ได้รับสารที่ส่งไปแล้ว แต่กับการที่เขาไม่เปิดอ่านเลย เหมือนส่งสารไปแล้วไม่ถึงมือผู้รับ”

ริชชี่พีอาร์สาวสุดมั่น ให้ความเห็นสั้นๆแต่ได้ใจความว่า

“ส่งอะไรไปก็ขอให้อ่านเถอะ! ไม่ตอบไม่ว่า แต่ถ้าเปิดอ่านเราสบายใจ!”

No read

   เสียใจน้อยกว่าถ้าไม่เปิดอ่าน

สาวๆ หลายคนเลือกตอบข้อนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า เขาอาจจะยุ่งจนยังไม่ได้อ่าน หรือระบบการส่งข้อความอาจขัดข้องทางเทคนิค เขาอาจยังไม่ได้รับ ซึ่งตราบใดที่ข้อความยังไม่ขึ้นว่า Read พวกเธอเหล่านี้ก็รู้สึกว่า มันไม่เสียความรู้สึกเท่าการอ่านไม่ตอบหรอก!

มินดา นักบัญชีสาวพราวเสน่ห์ เลือกตอบข้อนี้พร้อมให้เหตุผลว่า

“อ่านไม่ตอบดูกวนตีนอ่ะ อ่านแล้วแต่ไม่ตอบคืออะไร ไม่เปิดอ่านยังมโนได้ว่าคงยังไม่ว่าง รู้สึกดีกว่าเยอะ”

ส่วนน้องเชอร์รี่ เลขานุการผู้มีงานอดิเรกคือการกินทุกอย่างที่ขวางหน้า ให้ความเห็นไว้ทั้ง 2 คำตอบ เธอบอกว่า

“สำหรับหนู การไม่เปิดอ่านเลยเสียใจน้อยกว่า เพราะถ้าเขาเปิดอ่านแต่ไม่ตอบ มันเป็นการกระทำที่ดูเฉยชามาก เป็นสิ่งที่แสดงให้เรารู้ว่าเขาไม่อยากสานต่อ ไม่อยากคุย เราไม่ได้สำคัญสำหรับเขา แต่ถ้าเลือกมองอีกมุม การที่เขาอ่านแต่ไม่ตอบ คือเราได้บอก ได้ทัก ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำไปแล้ว และเขาก็รับรู้แล้วด้วย เราก็สบายใจเพราะได้ทำตามสิ่งที่อยากทำ ที่เหลือคือหน้าที่จัดการความรู้สึกแย่ๆของเราด้วยตัวของเราเองแค่นั้นพอ”

มาถึงพี่อุราร่า คอลัมนิสต์สุดแซ่บให้ความเห็นไว้ทั้ง 2 คำตอบ เธอบอกว่า

“สำหรับพี่ไม่เปิดอ่านเลยเสียใจน้อยกว่าค่ะ แต่จริงๆก็เจ็บทั้งคู่เนอะ เพราะไม่เปิดไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เห็น เขาอาจจะเห็นว่ามีข้อความจากเราแล้วเฉยๆ ไม่กดอ่าน อันนี้ก็เงิบได้ค่ะ”

เอาจริงๆก็ไม่มีใครอยากส่งข้อความไปแล้วโดนอ่านไม่ตอบ หรืออีกฝ่ายไม่ยอมเปิดอ่านหรอกค่ะ ยิ่งเป็นคนที่สำคัญกับใจไม่มีใครโอหรอกจริงไหม และในเมื่อโทรศัพท์มันสามารถโทร.หากันได้ ไม่ใช่เป็นแค่แท่งสี่เหลี่ยมไว้รับส่งข้อความ แนะนำว่าถ้าเป็นประโยคคำถามที่ต้องการคำตอบ หรือถ้าอยากคุยจริงๆ โทร.เถอะค่ะเพื่อชีวิตที่ดีกว่า!!

…อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านตอบข้อไหนกันคะ อ่านแต่ไม่ตอบ หรือข้อความไม่ถูกเปิดอ่านเลย?

ที่มา>>>Sanook

8 อาหารปลุกพลัง “เซ็กซ์” ในตัวคุณ

8 อาหารปลุกพลัง “เซ็กซ์” ในตัวคุณ

วันนี้ Sanook! Men มีอาหาร 8 ชนิดที่มีส่วนช่วยให้เซ็กซ์คุณดีขึ้นมาฝาก ว่าแต่จะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย รับรองว่าหาซื้อง่ายราคาไม่แพงแน่นอน

1. หอยนางรม เป็นอาหารทะเลที่มีปริมาณแร่ธาตุสังกะสีอยู่ในปริมาณที่สูงมาก จึงทำให้สเปิร์มเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น ในหอยนางรมยังมีโอเมก้า 3 ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบประสาทในด้านการตอบสนองทางเพศ ทั้งนี้หอยนางรมยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดต่อมลูกหมากบวมอักเสบได้อีกด้วย

2. ช็อกโกแลต สามารถกระตุ้นให้เกิดความตื่นเต้นและสร้างความพึงพอใจ เนื่องจากในช็อกโกแลตมีสาร เมทิลแซนไทน์ ซึ่งมีผลต่อหัวใจ และระบบประสาท เมื่อรับประทานช็อกโกแลต จึงรู้สึกคึกคัก เล่ากันว่า นักรักชื่อกระฉ่อนโลกอย่างจิอาโคโม คาสซาโนวา ก็กินช็อกโกแลตก่อนขึ้นเตียงกับผู้หญิงที่หลงเสน่ห์ ด้วยเช่นเดียวกัน

3. กระเทียม พืชสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณช่วยให้ระบบการไหลเวียนโลหิตบริเวณอวัยวะเพศชายไหลเวียนได้ดีขึ้น ช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศ แต่หากหนุ่มๆคนไหนไม่สามารถทนกลิ่นกระเทียมดิบๆ ได้ ลองมองหากระเทียมในรูปแบบแคปซูลมากินก็ได้ไม่มีปัญหา ทั้งนี้นอกจากช่วยเรื่องเพศแล้วกระเทียมยังช่วยแก้ปัญหาผมหลุดร่วง รักษาสิว รักษาโรคหวัด และควบคุมน้ำหนัก ได้อีกด้วย

4. แตงโม ผลวิจัยจากสหรัฐอเมริกาพบว่าการกินแตงโมจะส่งผลกับระบบไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกาย และอาจเพิ่มความต้องการทางเพศได้ด้วย เนื่องจากในแตงโมมีกรดอะมิโนที่ชื่อว่าซิทรูลีนจึงสามารถเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ นอกจากนี้เมล็ดแตงโมยังอุดมไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม สังกะสี กากใยอาหาร ฯลฯ

 5. อะโวคาโด มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวในปริมาณมาก ทำให้ดีต่อหัวใจและระบบหลอดเลือด ทั้งนี้กรด โฟลิค ที่มีในผลอะโวคาโดยังช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศ ช่วยในการเผาผลาญโปรตีน และเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย

6. กล้วย ผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามิน ไม่เพียงแต่จะช่วยเรื่องพละกำลังและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ จากการวิจัยยังพบว่า กล้วย เป็นผลไม้ ที่มีส่วนช่วยบำรุงเซ็กซ์ได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะมีสารอาหารจำพวก แป้งและน้ำตาลแล้ว กล้วยยังอุดมไปด้วย แร่ธาตุโปรแตสเซียม ซึ่งจะช่วยกระตุ้น การทำงานของระบบประสาท และกล้ามเนื้อ

7. ทับทิม อุดมสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายชนิด จึงช่วยในเรื่องผิวพรรณได้ดี ที่สำคัญสามารถช่วยกระตุ้นให้เลือดหมุนเวียนได้ดี ส่งผลให้น้องชายแข็งแรงไม่ห่อเหี่ยวก่อนวัยอันควร

8. สตรอเบอร์รี่ ผลไม้สุดโปรดของสาวๆ แต่หนุ่มๆ ก็ควรกินอย่างยิ่งนะครับ เพราะผลไม้ชนิดนี้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี สามารถต้านอนุมูลอิสระ ทั้งยังมีส่วนช่วยในการชะลอวัยและป้องกันการเกิดโรคหวัดและภูมิแพ้ได้อีกด้วย นอกจากนี้มีงานจากมหาวิทยาลัย California พบว่าการกินสตรอเบอร์รี่อาจจะช่วยเพิ่มปริมาณสเปิร์มได้

นอกจากอาหารที่ผมนำมาแนะนำในวันนี้ อย่าลืมกินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง หลีกเลี่ยงของมัน ของหวาน และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพียงเท่านี้คุณหนุ่มๆ ก็จะมีสุขภาพดีแล้ว

ที่มา>>>Sanook

นี่แหละ!! สาเหตุของอาการคันจุดซ่อนเร้น

นี่แหละ!! สาเหตุของอาการคันจุดซ่อนเร้นอาการคันจุดซ่อนเร้น เป็นอาการหนึ่งที่สาวๆ มักจะเจอบ่อยๆ และก็สร้างความรำคาญใจให้กับสาวๆ ได้เป็นอย่างมาก แต่เอ๊ะ!! แล้วอาการคันตรงจุดซ่อนเร้นนี่เป็นเพราะอะไรกันนะ จะเป็นอันตรายหรือเปล่า เราจะพาคุณสาวๆ ไปหาสาเหตุกัน

 

เกิดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด

เมื่อเกิดแบคทีเรียในช่องคลอด จะมีตกขาวที่ผิดปกติที่มีสีเหลืองข้นและมีกลิ่นเหม็นอย่างมาก แถมยังอาจมีอาการคันบริเวณปากช่องคลอดและอวัยวะเพศอีกด้วย ซึ่งสาเหตุของการเกิดแบคทีเรียในช่องคลอดนั้น เป็นเพราะการโกนขนและการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ไม่เหมาะ จึงทำให้แบคทีเรียดีๆ ถูกกำจัดไปและมีแบคทีเรียร้ายๆ เข้ามาแทนที่นั่นเอง

นี่แหละ!! สาเหตุของอาการคันจุดซ่อนเร้น
เครียดจัด
ความเครียด ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้จุดซ่อนเร้นมีอาการคันเช่นกัน เพราะความเครียดจะทำให้ฮอร์โมนเสียสมดุล และการที่ฮอร์โมนแปรปรวนนี่เอง จึงทำให้เกิดอาการคันขึ้นมา แต่หากเป็นเพราะสาเหตุนี้ล่ะก็ แค่ลดความเครียดลง อาการคันก็จะค่อยๆ หายไปแน่นอน

 

ติดเชื้อจากการร่วมเพศ

ติดเชื้อจากการร่วมเพศ นับว่าเป็นสาเหตุที่ร้ายแรงพอสมควร เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าได้ติดเชื้ออะไรมาจากการมีเพศสัมพันธ์บ้าง แถมยังมีหลายโรคที่ก่อให้เกิดอาการคันอีกด้วย เพราะฉะนั้นหากมีอาการคันจุดซ่อนเร้น หลังจากเพิ่งมีเซ็กส์มาไม่กี่วัน ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อตรวจวินิจฉัยว่าคุณได้ติดโรคทางเพศสัมพันธ์มาหรือไม่และเป็นโรคอะไร จะได้ทำการรักษาได้อย่างถูกวิธีนั่นเอง

นี่แหละ!! สาเหตุของอาการคันจุดซ่อนเร้น

 

ติดเชื้อยีสต์ candida

Candida เป็นยีสต์ประเภทหนึ่งที่จะกระตุ้นให้เกิดเชือราตรงจุดซ่อนเร้นได้ง่าย และเป็นสาเหตุของอาการคันที่เกิดขึ้นตรงอวัยวะเพศนั่นเอง ซึ่งในกรณีที่ติดเชื้อยีสต์นั้น ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะเชื้อรามักจะรักษาให้หายขาดได้ยาก และอาจลุกลามไปยังจุดอื่นๆ ได้อีกด้วย ซึ่งการรักษานั้นอาจจะต้องทานยาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนเลยทีเดียว

เป็นโรคผิวหนัง

โรคผิวหนัง ไม่ได้เกิดที่แขนขา หรือบริเวณหลังอย่างเดียวเท่านั้นนะ แต่ที่อวัยวะเพศของคนเราก็อาจเป็นโรคผิวหนังได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นหากมีอาการคัน ร่วมกับผื่นแดง หรืออาการอื่นๆ ให้สงสัยได้เลยว่า คุณอาจจะเป็นโรคผิวหนังก็ได้ ซึ่งก็ควรพบแพทย์ด่วนเช่นกัน

เมื่อมีอาการคันที่น้องสาว โดยไม่ทราบสาเหตุ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ชัด เพราะอาการคันนั้นอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน โดยเฉพาะการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ที่อาจเป็นอันตรายได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เพราะฉะนั้นอย่าวางใจเมื่อเกิดอาการคันที่น้องสาวเป็นอันขาด

ที่มา>>>Sanook

3 วิธีดีท็อกซ์ ล้างพิษตับผิดๆ ที่ห้ามทำ อันตรายถึงชีวิต

3 วิธีดีท็อกซ์ ล้างพิษตับผิดๆ ที่ห้ามทำ อันตรายถึงชีวิต

ใครที่รู้จักคำว่า “ดีท็อกซ์” คงจะเคยได้ยินถึงข้อดีของมันมาบ้าง พูดกันง่ายๆ ก็เหมือนกันกับการล้างพิษ ล้างสิ่งไม่ดีออกจากร่างกาย ทำแล้วเชื่อกันว่าทำให้ระบบภายในร่างกายใสสะอาด ปราศจากเชื้อโรค แบคทีเรีย หรือสิ่งหมักหมมต่างๆ ที่ทำให้ร่างกายสกปรก หรือทำให้เป็นโรคภัยต่างๆ โดยทำแล้วสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกายทั้งหลายจะไหลออกมาพร้อมกับอุจจาระ

ด้วยความเชื่อนี้ จึงทำให้หลายคนหันไปทำดีท็อกซ์กันเป็นว่าเล่น มีสูตรดีท็อกซ์แพร่หลายตามโลกออนไลน์ต่างๆ มีสมุนไพรที่โฆษณาว่าช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย รวมไปถึงทัวร์ล้างพิษตับไตที่ตามสถาบันต่างๆ จัดขึ้นอีกด้วย จึงมีหลายคนหลวมตัวไปเข้าคอร์สดังกล่าว หรือจำสูตรมาทำเองที่บ้าน จนเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต วิธีดีท็อกซ์ร่างกายแบบไหนควรหลีกเลี่ยงด่วนๆ Sanook! Health มีคำตอบค่ะ

3 วิธีดีท็อกซ์ ล้างพิษตับผิดๆ ที่ห้ามทำ อันตรายถึงชีวิต

1. อดอาหาร ทานได้แต่อาหารบางประเภทที่เชื่อว่าช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย

การอดอาหารแล้วทานอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว เช่น ดื่มแต่น้ำมะนาวโซดา น้ำมะพร้าว น้ำใบย่านาง หรือทานแต่ผลไม้ล้วนๆ นอกจากจะไม่ได้ช่วยดีท็อกซ์ร่างกายอย่างแท้จริงแล้ว ยังทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร หนำซ้ำยังอาจทำให้หมดพลังงาน ไม่มีแรง หน้ามืด ตาลาย น้ำตาลในเลือดต่ำ ยิ่งใครที่ทานแต่ของที่ทำให้ถ่าย อาจเกิดอาการช็อคจากการขาดน้ำจนเสียชีวิตได้

2. สวนรูทวารหนัก

ใครที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย อึดอัดท้องอยากถ่ายแต่ไม่ถ่าย อาจเลือกวิธีสวนรูทวาร โดยการสอดสายน้ำเกลือที่บรรจุของเหลวอย่างน้ำ หรือน้ำกาแฟเข้าไป จริงๆ แล้วด้วยวิธีที่ทำไม่ถือว่าผิด แต่หากคนที่ทำไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ดีพอ รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่อาจไม่สะอาดพอ อาจทำให้ติดเชื้อจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน

นอกจากนี้การสวนรูทวารหนักจะทำให้มีอุจจาระออกมาในปริมาณมาก ไม่ได้หมายความว่าเป็นการดีท็อกซ์ลำไส้จนสะอาดหมดจดอย่างที่คิด แต่เป็นการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่มากจนเกินไป และหากล้างลำไส้บ่อยๆ อาจทำให้ลำไส้สูญเสียแบคทีเรียในกระเพาะอาหารที่มีประโยชน์ในการช่วยขับถ่ายออกไป ทำให้ในอนาคตร่างกายอาจทำการขับถ่ายด้วยตัวเองไม่ได้ จนต้องใช้วิธีสวนไปตลอด

3. ล้างพิษตับด้วยสารพัดสูตร

ตับเป็นอวัยวะที่ช่วยคัดกรองสารพิษเพื่อขับออกจากร่างกายก็จริง แต่การล้างพิษตับด้วยการทานอาหารบางอย่าง เช่น น้ำมันมะกอก และดีเกลือ ไม่ได้ช่วยล้างพิษในตับอย่างที่เข้าใจกันได้ เพราะดีเกลือช่วยให้ขับถ่ายคล่องขึ้น และน้ำมันมะกอกจะปะปนออกมากับอุจจาระ จึงทำให้คนที่ทานทั้ง 2 อย่างคิดว่าทานแล้วช่วยดีท็อกซ์เอาอุจจาระ และไขมันออกมา ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิดเต็มๆ

หากอยากดีท็อกซ์ร่างกายอย่างถูกวิธีจริงๆ เลือกทานอาหารที่มีกากใย เส้นใยอาหารตามธรรมชาติ เช่น ผัก ผลไม้ อย่างมะละกอสุก ลูกพรุน ธัญพืช ข้าวกล้อง หรืออาจจะเป็นน้ำมะนาวผสมน้ำเปล่า ดื่มในตอนเช้า แต่ยังทานอาหารครบ 5 หมู่ทุกมื้อ และไม่สวนทวาร สวนลำไส้บ่อยเกินความจำเป็น ทางที่ดีหากไม่เคยสวนทวาร สวนลำไส้ด้วยตัวเอง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน และท้ายที่สุด ดื่มน้ำให้มากๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็ช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ ไม่ต้องง้อคอร์สดีท็อกซ์ที่ไหนแน่นอนค่ะ

ที่มา>>>Sanook

3 สมุนไพรมหัศจรรย์แก้อาการ “ปวดเข่า”

อาการปวดเข่ามักเกิดขึ้นกับคนที่กระดูกไม่แข็งแรง สูงอายุ หรืออาจจะมีน้ำหนักตัวมาก (หรือที่เรียกว่าอ้วนนั่นแหละ) ใครที่ปวดเข่าคงทราบดีว่าทรมาน และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ถ้าเราจะบอกว่ามีสมุนไพรมหัศจรรย์ 3 ชนิด ที่จะช่วยลดอาการปวดเข่าได้ คุณจะลองไหม? ถ้าอยากรู้ว่าเป็นผลไม้อะไร ตาม Sanook! Health มาเลยค่ะ1. ลำไย

สิ่งที่ดีงามของลำไยที่จะช่วยแก้ปวดเข่า คือ เมล็ดค่ะ นำเมล็ดลำไยสดมาประมาณ 20 เมล็ด มาทุบให้แตก แล้วนำไปแช่ในเหล้า 40 ดีกรีให้ท่วม (1 ขวด) ทิ้งเอาไว้เป็นเวลา 7 วัน เมื่อครบกำหนดเวลาแล้วก็นำเฉพาะน้ำมาทาบริเวณหัวเข่า หรือบริเวณที่ปวด วันละ 1-2 ครั้ง

2. ขิง

ขิงมีสรรพคุณหลายอย่าง รวมไปถึงการบรรเทาอาการปวด และลดการอักเสบภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี การใช้ขิงบรรเทาอาการปวดก็ง่ายๆ โดยการจิบชาขิง หรือดื่มน้ำอุ่นที่ฝานขิงใส่ลงไป 15 นาที นอกจากอาการปวดเข่าปวดข้อจะดีขึ้นแล้ว ยังชื่นใจชุ่มคออีกด้วย แต่หากใครอยากรักษาอาการปวดเข่าจากภายนอก ลองนำขิงบิดละเอียดผสมน้ำมันมะกอกมาพอกบริเวณเข่าที่ปวด 10-15 นาทีก็ได้

 

3. ขมิ้น

ขมิ้นไม่ได้มีสรรพคุณแค่บำรุงผิวให้สวยงามอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรักษาอาการปวดเข่าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย นำผงรากขมิ้นมาประคบบริเวณที่ปวด

ถึงแม้อาการปวดเข่าจะบรรเทาลงได้ด้วยสมุนไพรไทยหาได้ง่ายๆ แต่จริงๆ แล้วหากมีอาการปวดเข่าเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์เพื่อดำเนินการรักษาอย่างถาวรจะดีที่สุดนะคะ

ที่มา>>>ข่าวสด

เทคนิคพิชิตหนี้บัตรเครดิต ฉบับมนุษย์เงินเดือน

จะดีกว่าไหม หากเรารู้ทันและรู้ทางด้วย “4 เทคนิคพิชิตหนี้บัตรเครดิต”

เพื่อเอาชนะหนี้ของตัวเองให้ทันเวลา ดังนี้

1เตรียมหลักฐานทางการเงินให้พร้อม

หลายคนน่าจะเคยผ่านประสบการณ์การขออนุมัติ สินเชื่อจากธนาคารต่างๆ เพื่อนำเงินทุนที่ได้มา เติมเต็มความฝันของตนเอง แต่บางครั้งอาจมีทั้ง สมหวังและผิดหวัง เพราะธนาคารก็ต้องพิจารณา สถานะทางการเงินของผู้ขอสินเชื่ออย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันการผิดนัดชำระหนี้จนเกิดหนี้เสีย ตามมาเช่นกัน

2วางแผนจัดสรรรายได้-ค่าใช้จ่าย

เริ่มต้นจากปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเอง หยุดใช้
จ่ายในเรื่องที่ไม่จำเป็น จากนั้นจัดสรรเงินรายได้ให้เหมาะสม
โดยแบ่งเป็นเงินก้อนแรกสำหรับค่าใช้จ่ายคงที่ต่างๆ เช่น
ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถประกันชีวิต เงินก้อนที่สองสำหรับ
ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง เงินที่เหลือก้อนสุดท้ายนำไปใช้หนี้บัตรเครดิตโดยพยายามจ่ายให้ได้มากที่สุด และไม่ควรจ่ายเฉพาะยอดขั้นต่ำ เพราะจะทำให้เราไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้ ในระยะยาวได้

3ทยอยใช้หนี้ให้เร็วที่สุด

โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตที่มีค่าใช้จ่ายแพงที่สุดก่อน โดยเราต้องทราบว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตมีอัตราสูงสุดถึง 20% ต่อปี และยอดหนี้จะเพิ่มขึ้นได้ตามระยะเวลาที่เป็นหนี้ การที่เราไม่จ่ายชำระหนี้บัตรเครดิตให้เร็ว ก็จะทำให้เกิดภาระหนี้จากดอกเบี้ย ที่งอกเงยจนบางครั้งกลายเป็นดินพอกหางหมู จนเกิดความท้อแท้ไม่รู้ว่าจะชำระหนี้อย่างไรให้หมดได้ซักที

ตัวอย่าง : การคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิต เมื่อชำระค่าสินค้าและบริการไม่เต็มจำนวน
หากเรารูดบัตรเครดิตซื้อสินค้า เมื่อวันที่ 1 เมษายน จำนวน 20,000 บาท โดยสรุปยอดรายการทุกวันที่ 10 ของเดือน และมีกำหนดชำระทุกวันที่ 30 ของเดือน ทำให้วันที่ 10 เมษายน ธนาคารสรุปยอดเป็นจำนวนเงิน 20,000 บาท เราจึงนำเงินไปชำระขั้นต่ำจำนวน 2,000 บาทในวันที่ 30 เมษายนซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระ

วิธีคำนวณดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม
= (ยอดรายการใช้จ่าย x อัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่อปี x จำนวนวันในงวด)/จำนวนวันใน 1 ปี

จะเห็นว่าถึงแม้เราจะจ่ายเงินครบตามใบสรุปยอดรายการไปแล้วเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม แต่ก็จะยังมีดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมค้างจากวันที่ 11 พฤษภาคมถึงวันที่ 29 พฤษภาคม (วันก่อนกำหนดชำระเงิน 30 พ.ค.) ดังนั้น สถาบันการเงินจึงมีการแจ้งยอดรายการอีกครั้ง ในวันที่ 10 มิถุนายนอีกจำนวน 187.40 บาท

 ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดก็คือ ควรชำระบัตรเครดิตยอดเต็มจำนวนทุกงวด เพื่อไม่ให้ถูกคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมตั้งแต่วันที่ ใช้บัตรจนถึงก่อนวันที่เราชำระเงิน แต่หากไม่มีความสามารถจริงๆ อย่างน้อยก็ควรชำระยอดขั้นต่ำ เพราะหากผิดนัด ชำระหนี้เกิน 3 เดือน นับจากวันครบกำหนดชำระ ธนาคารจะมิสิทธิยกเลิกการใช้บัตรเครดิตของเราได้ทันที และหากมีการ ทวงถามการชำระอยู่เรื่อยๆ อาจต้องติด Black list หรือถูกฟ้องร้อง จนไม่สามารถทำธุรกรรมการเงินได้อีก

4เจรจากับธนาคารเจ้าหนี้
หากมีปัญหาหนี้บัตรเครดิตมากเกินกว่าที่จะชำระหมดได้ ให้ลองติดต่อเข้าไป พูดคุยกับทางธนาคารเพื่อหาทางประนอมหนี้ โดยตกลงกันว่าวิธีการชำระเงิน แบบไหนที่จะทำให้เราสามารถชำระหนี้ได้ อย่าปล่อยให้เนิ่นนานเพราะธนาคาร อาจจะส่งฟ้องศาลจนเกิดผลกระทบในด้านต่างๆ ตามมา

หากเราพลาดเป็นหนี้บัตรเครดิตไปแล้ว สิ่งแรกที่จะต้องดำเนินการก็คือ การตั้งเป้าหมายว่าจะไม่เป็นหนี้ หยุดใช้บัตรเครดิตมาสร้างหนี้เพิ่ม และวางแผนการเงินให้ดีว่าจะชำระหนี้บัตรเครดิตอย่างไร หากพบปัญหาและอุปสรรคในหนี้บัตรเครดิต ก็ควรพูดคุยกับทางธนาคาร เพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างเป็นระบบจนทำให้เราสามารถปลดหนี้ทั้งหมดได้ในที่สุด

ที่มา>>>Sanook

5 เคล็ดลับลดความเสี่ยง “ตายก่อนวัย” ของวัยทำงาน

5 เคล็ดลับลดความเสี่ยง “ตายก่อนวัย” ของวัยทำงาน

ใครว่ารอแก่ก่อนถึงจะป่วยได้ วัยทำงานนี่ล่ะที่มีความเสี่ยงที่จะป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บหนักๆ พอๆ กับวัยชราเลยล่ะ เพราะวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ นั่งหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ ทานอาหารไม่เป็นเวลา และอื่นๆ อีกมากมาย ที่จะทำให้วัยทำงานมีสิทธิ์จะเสียชีวิตด้วยโรคร้ายก่อนที่จะเข้าสู่วัยชราเสียอีก ทำอย่างไรให้มีร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วยก่อนวัยอันควร มาดูคล็ดลับง่ายๆ 5 ข้อกันค่ะ

1. พักผ่อนไม่เพียงพอ >> แบ่งเวลาทำงานให้ชัดเจน, แจ้งปัญหากับผู้บังคับบัญชา, เปลี่ยนงาน

เสี่ยงโรคร้าย >> ความดันต่ำ ปวดศีรษะ โรคหัวใจ ฯลฯ

หลายคนมีปัญหาว่างานเยอะ ต้องปั่นงานจนดึกดื่น จนทำให้นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ วิธีแก้มีมากมาย ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเลือกทางไหน อันดับแรกมองตัวเองก่อนว่า ตัวเองจัดเวลาในชีวิตถูกต้องหรือไม่ เรากำลังอู้งานตอนเช้า แล้วไปปั่นงานตอนดึกหรือเปล่า ถ้าตอบว่าไม่ เราทำงานหัวปั่นตั้งแต่เช้ายันเย็น เราอาจจะต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาของเราว่าปริมาณงานที่เราทำอยู่มันมากกว่าที่คนๆ หนึ่งจะทำไหว อาจทำให้ร่างกายเราพัง และผลงานไม่มีประสิทธิภาพได้ แต่หากวิธีนี้ไม่ได้ผล อาจจะต้องถึงเวลาที่คุณจะต้องเลือกสุขภาพมาก่อนงานที่รักแล้วล่ะ เพราะถ้าเราสุขภาพไม่แข็งแรงดี เราก็ทำงานได้ไม่ดีเช่นกัน

2. ทานอาหารไม่เป็นเวลา >> เตรียมอาหารล่วงหน้า

เสี่ยงโรคร้าย >> โรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน โรคอ้วน

หลายคนตื่นไม่ทันข้าวเช้า หรือแม้กระทั่งนั่งทำงานติดเก้าอี้จนไม่สามารถลุกไปทานอาหารกลางวัน และเย็นในเวลาที่ควรทานได้ หากนานๆ เกิดขึ้นครั้งหนึ่งด้วยเหตสุดวิสัยก็ไม่เป็นไรหรอก แต่หากเป็นแบบนี้อยู่ประจำล่ะก็ เราก็ต้องหาเวลามาเตรียมอาหารล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นมื้อไหนๆ ก็สำคัญทั้งนั้น แน่นอนรวมถึงมื้อเย็นด้วย หากคุณยังต้องใช้สมองทำงานต่อ ก็ต้องงทานอาหารเย็นด้วย จะซื้อเตรียมไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืน หรือจะซื้ออาหารเย็นเตรียมไว้ตั้งแต่ตอนเช้า หรือกลางวัน ก็ได้ทั้งนั้น

3. นั่งติดเก้าอี้หลายชั่วโมงไม่ยอมลุก >> ลุกขึ้นมายืดส้นยืดสายบ้าง, เดินแทนการนั่งขณะเดินทาง

เสี่ยงโรคร้าย >> ออฟฟิศซินโดรม ปวดเมื่อยบ่า คอ ไหล่ ข้อมือ ไขมันอุดตันเส้นเลือด เบาหวาน อ้วน

เพราะแค่เรื่องนั่งติดเก้าอี้นี่แหละที่จะทำให้คุณเสี่ยงสารพัดโรคนับสิบๆ ไล่ไปตั้งแต่อาการเจ็บปวดภายนอก ปวดศีรษะ คอ ไหล่ แขน ข้อมือ หรือที่เรียกว่า “ออฟฟิศซินโดรม” หรืออาจจะมาจากการที่เรานั่งติดเก้าอี้จนแทบไม่ได้ใช้พลังงานเลย จนทำให้อาหารที่เราทานให้พลังงานมากกว่าที่เราใช้ไปในแต่ละวัน ก่อให้เกิดโรคอ้วนขึ้นได้ง่ายๆ ทางแก้ง่ายนิดเดียว ลุกขึ้นยืน-เดินทุกๆ 2-3 ชั่วโมง หรือเลือกที่จะเดินขึ้นลงบันได หรือเดินกลับบ้านในระยะทางสั้นๆ 500-800 เมตร แทนการนั่งมอไซค์กลับบ้านก็ช่วยได้มากแล้วล่ะ

4. ของทอดของมันเต็มตลาด >> พกข้าวกล่องไปจากบ้าน, เลือกซื้อแต่อาหารที่ไขมันน้อย น้ำตาลน้อย

เสี่ยงโรคร้าย >> ไขมันอุดตันเส้นเลือด ไขมันพอกตับ อ้วน เบาหวาน

อาหารตามตลาดนัดข้างสถานที่ทำงานไม่ได้อร่อยดีมีประโยชน์ไปเสียทุกอย่าง นานๆ ทานทีก็ไม่ได้ให้โทษอะไรมากมาย แต่หากเราทานบ่อยๆ เอะอะก็ไก่ทอด ไส้กรอกอีสาน น้ำหวานชงแก้ว ผัดไทย แกงเขียวหวาน และอื่นๆ อีกมากมายที่เราเชื่อว่าทุกคนรู้อยู่แล้วแหละว่าทานมากๆ มันไม่ดี แต่ก็ยังจะทานเพราะห้ามความอยากไม่ได้ หรืออาจจะเพราะมันไม่มีอะไรผักๆ ขาย หากแถวที่ทำงานของคุณอาหารไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ เราก็ขอแนะนำให้คุณนำข้าวกล่องไปทานเองดีกว่า ถ้าพอจะมีเวลา 30 นาทีก่อนนอน เสาร์-อาทิตย์ไปตลอดซื้อวัตถุดิบไว้ จันทร์ถึงศุกร์ปรุงอาหารง่ายๆ ใส่กล่องเตรียมไว้ก็ดีนะ อร่อย ประหยัด และดีต่อสุขภาพแน่นอน

5. ไม่มีเวลาออกกำลังกาย >> จัดเวลาวันที่ยุ่งน้อยที่สุด แล้วตั้งให้วันนั้นเป็นวันออกกำลังกาย

เสี่ยงโรคร้าย >> สารพัดโรค อย่าให้เราต้องบอก

การไม่ออกกำลังกาย เป็นสาเหตุของสารพัดโรคที่แทบจะเรียกได้ว่า เกือบจะทุกโรคบนโลกใบนี้เลยทีเดียว (ที่ไม่เกี่ยวกับอาหารการกิน) เพราะหากร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานที่ดี ร่างกายของเราก็จะต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ได้ดีขึ้น นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยลดความตึงเครียด ช่วยให้หลับสบาย สุขภาพจิตก็ดีขึ้นอีกด้วย หากคุณเป็นคนหนึ่งที่บอกตัวเองตลอดว่า “ทำงานยุ่งมากจนไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย” เราอยากให้คุณคิดใหม่ ใน 1 สัปดาห์ เราต้องการแค่ 2-3 วันเป็นอย่างต่ำเท่านั้นในการออกกำลังกาย ปักหมุดไว้เลยว่าวันไหนที่งานยุ่ง “น้อยที่สุด” แล้วหาเวลาออกกำลังกาย 1-2 ชั่วโมง เลือกเวลา สถานที่ และวิธีออกกำลังกายได้ตามใจชอบ แม้กระทั่งนอนอยู่บนเตียงในบ้านก็ยังออกกำลังกายได้ เพราะฉะนั้นลดเวลาที่จะใช้ในกิจกรรมอื่นๆ ลง แล้วปันเวลามาออกกำลังกายสักนิด เพื่อสุขภาพที่ดีกันดีกว่า

ที่มา>>>Sanook

ร้อนใน เกิดจากอะไร? แก้ร้อนใน และป้องกันอย่างไร?

ร้อนใน เกิดจากอะไร? แก้ร้อนใน และป้องกันอย่างไร?

ปัญหา “ร้อนใน” หลายคนคงจะเคยประสบพบเจอมาบ้าง โดยที่จู่ๆ ก็เป็นแผลขึ้นมาในปาก ข้างกระพุ้งแก้ม หรือบนลิ้น และส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร Sanook! Health จึงหาคำตอบมาให้เพื่อนๆ ทราบกันค่ะ

ร้อนใน คืออะไร?

ร้อนใน เป็นอาการที่พบแผลเปื่อยในช่องปาก อาจจะเป็นกระพุ้งแก้ม ลิ้น หรือส่วนใดส่วนหนึ่งภายในปากได้ ขนาดของแผลอาจเล็กระดับไม่กี่มิลลิเมตร ไปจนถึงเซนติเมตรได้ และอาจพบมากกว่า 1 แผลได้เช่นเดียวกัน โดยแผลเหล่านี้จะมีอาการแสบ ทำให้ทานอาหารไม่สะดวก

ร้อนใน เกิดจากอะไร?

สาเหตุของร้อนใน มาจากหลายปัจจัยด้วยกัน แต่ที่พบมากคือ

–           กรรมพันธุ์

–           ความเครียด

–           เผลอกัดโดนเนื้อเยื่อข้างกระพุ้งแก้ม

–           แพ้สารเคมีต่างๆ เช่น สารเคมีจากยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก

–           แพ้อาหารบางชนิด

–           ขาดวิตามิน และเกลือแร่บางชนิด เช่น วิตามินบี ธาตุเหล็ก และสังกะสี

–           ติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด

–           ติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น โรคเริม

–           แปรงฟันแรงเกินไป จนเกิดบาดแผล

–           ดื่มน้ำน้อย

–           ร่างกายขาดสารอาหาร

–           ทานอาหารรสจัดมากเกินไป

–           ทานอาหารทอดมากเกินไป

–           สูบบุหรี่

–           ท้องผูก

–           ร่างกายเกิดความผิดปกติในระบบภูมิคุ้มกัน อาจพักผ่อนไม่เพียงพอจนเสียสมดุล

–           ช่วงที่ผู้หญิงกำลังมีประจำเดือน อาจส่งผลให้ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง และอาจเกิดร้อนในได้

ร้อนใน อันตรายไหม?

การเป็นร้อนใน นอกจากจะเกิดอาการเจ็บแสบมาก ทำให้การขยับริมฝีปาก หรือทานอาหารเป็นไปได้อย่างยากลำบากแล้ว ก็ไม่มีพบอันตรายใดๆ มากไปกว่านี้ เพราะโดยส่วนใหญ่แผลร้อนในอาจหายได้เอง หรือหากไม่อยากทรมานนานก็สามารถใช้ยาช่วยให้แผลร้อนในหายเร็วขึ้นได้ แต่ที่สำคัญคืออย่าให้แผลติดเชื้อ เพราะอาจทำให้แผลอักเสบ และใช้เวลารักษานานขึ้น ยากขึ้น

วิธีแก้ร้อนใน

อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า แผลร้อนในเล้กๆ สามารถหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ แต่หากมีแผลร้อนในขนาดใหญ่ หรืออยากให้หายไวๆ สามารถรักษาได้ดังนี้

1. บ้วนน้ำเกลือ ให้น้ำเกลือโดนบริเวณแผล น้ำเกลือจะช่วยบรรเทาอาการอักเสบ บวม แดง ได้

2. ยาทาแก้ร้อนใน โดยเป็นกลุ่มของตัวยาสเตียรอยด์ ชนิดทา เพื่อลดอาการอักเสบ ปวดบวม อาจเป็นยาน้ำ ขี้ผึ้ง หรือเป็นยาที่ใช้บ้วนปาก

3. สมุนไพรฤทธิ์เย็น มีหลายอย่างที่มีฤทธิ์รักษาอาการร้อนใน เช่น ใบบัวบก มะระขี้นก ว่านรางจืด แตงกวา ผักกาดขาว หัวไชเท้าเก๊กฮวย รากบัว หล่อฮังก๊วย เป็นต้น ดื่มน้ำสมุนไพรเหล่านี้จะช่วยบรรเทาอาการร้อนในได้ (แต่อย่าผสมน้ำตาลมากเกินไป)

วิธีป้องกันร้อนใน

1. ไม่ทานอาหารรสจัด และของทอดมากเกินไป

2. ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน วันละ 6-8 แก้ว

3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้ตัวเองเครียดจนเกินไป

5. รักษาความสะอาดภายในช่องปากอย่างระมัดระวัง ไม่แปรงฟันแรงเกินไป

6. ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

7. หมั่นสังเกตความผิดปกติของตัวเองอยู่เสมอ เพื่อรีบพบแพทย์ทันทีหากมีความจำเป็น

ที่มา>>>Sanook

“กระเจี๊ยบเขียว” กินง่ายถ่ายคล่อง ยาวิเศษของคนท้องผูก

“กระเจี๊ยบเขียว” กินง่ายถ่ายคล่อง ยาวิเศษของคนท้องผูก

ปัญหาท้องผูกเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัยนะคะ และบางทีก็ไม่ใช่ปัญหาเล่นๆ เสียด้วย นอกจากไม่สบายตัว ไม่สบายท้องแล้ว หากไม่ถ่ายนานๆ จะมีโรคตามมาอีกหลายโรค เช่น ริดสีดวงทวาร เป็นต้น หลายคนจึงเสาะแสวงหาสูตรเด็ดเคล็ดลับยาระบายต่างๆ มาทานกันอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่แท้ที่จริงแล้ว พืชผักราคาสบายกระเป๋าของบ้านเรานี่แหละค่ะ ดีที่สุด

เฟซบุ๊คแฟนเพจ ความรู้สนุกๆแบบหมอแมว เปิดเผยว่า บางคนทานกระเจี๊ยบเขียวแล้วถ่ายคล่องขึ้น เพราะเมือกลื่นๆ ในไส้ในของฝักกระเจี๊ยบ หากมีบางส่วนที่ทานเข้าไปแล้วมันไม่ย่อยสลายหายไป ตกลงไปจนถึงในส่วนของลำไส้ใหญ่ ไปจ๊ะเอ๋ผสมปนเปกับอุจจาระ ก็จะทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มขึ้น เราก็ถ่ายได้ง่ายขึ้นนั่นเองค่ะนอกจากจะช่วยเรื่องขับถ่ายแล้ว ยังมีงานวิจัยที่บอกว่า กระเจี๊ยบเขียว ช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกายได้อีกด้วย นอกจากนี้เมือกลื่นๆ ที่ว่านี่ยังทำให้กระเพาะลื่นเสียจนเชื้อที่ทำให้เป็นสาเหตุของโรคกระเพาะอาหารเกาะไม่ติดอีกต่างหาก เห็นข้อดีของมันขนาดนี้ ฝรั่งจึงนำเมือกวิเศษนี้มาบรรจุขวดขายเป็นยากันจริงจัง แต่สำหรับคนไทยอย่างเรา มีพืชผักดีๆ ราคาไม่แพงให้ซื้อทานกันสดๆ ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว จริงไหมคะ

จากประสบการณ์ของเราโดยตรง กระเจี๊ยบเขียวต้ม หรือลวก ทานกับน้ำพริกว่าอร่อยแล้ว หากนำไปปิ้งย่างบนเตาให้พอสุก จิ้มน้ำจิ้ม หรือทานกับเนื้อสัตว์เวลาทานปิ้งย่าง ยิ่งอร่อยจนบอกไม่ถูกเลยล่ะค่ะ แต่หากใครอยากทานตามแบบเราล่ะก็ เพลาๆ มือในการหยิบเนื้อ หยิบหมูมาย่างทานกันหน่อยนะคะ ทานแต่น้อย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ท่องไว้ให้ขึ้นใจด้วยล่ะ

ที่มา>>>ข่าวสด

“วิ่งเปลี่ยนชีวิต” กับประโยชน์ 3 ข้อโดนใจคนทุกวัย

“วิ่งเปลี่ยนชีวิต” กับประโยชน์ 3 ข้อโดนใจคนทุกวัย

“อยากออกกำลังกายนะ แต่ไม่มีเวลาเลย” “วันนี้ยุ่งจัง ค่อยออกวันหน้าละกัน” นี่เป็นข้ออ้างสุดฮิตที่หลายคนชอบใช้กับตัวเองอยู่บ่อยครั้ง และจะเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผลสุดท้ายก็ไม่ได้ออกกำลังอยู่ดี กว่าจะรู้สึกตัวโรคก็มาเข้าแถวต่อคิวยาวเหยียดซะแล้ว Sanook! Healthเลยขอนำ 3 ประโยชน์เด็ดๆ ของการวิ่งมาให้อ่านกัน บอกเลยว่าหลายคนต้องชอบแน่นอน

โรคหัวใจ-01

1. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคหัวใจคร่าชีวิตคนมาเป็นอันดับหนึ่งของโลก ปลัดกระทรวงสาธารณะสุขเผยว่า โรคหัวใจคร่าชีวิตคนไทยเฉลี่ย 6 คนต่อชั่วโมงและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่าพึ่งตกใจไป เพราะการวิ่งสามารถช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้  ขณะที่เราวิ่งหัวใจจะทำงานเพิ่มมากขึ้น และเต้นเร็วกว่าปกติ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจมีความแข็งแรงขึ้น ส่งผลให้หัวใจสามารถสูบฉีดเลือด และไหลเวียนเลือดได้ดี ขอยกให้เป็นประโยชน์อันดับหนึ่งของการวิ่งเลยทีเดียว เพราะโรคนี้น่ากลัวมากจริงๆ

106591101

2. ลดความเครียด

ความเครียดอันตรายไม่ใช่เล่นๆ เลยนะ สามารถทำให้คนๆ หนึ่งตัดสินใจผิด คิดสั้นได้เลยทีเดียว เพราะเมื่อเราเครียด จะมีสารชนิดหนึ่งที่จะถูกสร้างขึ้นอัตโนมัติ นั่นคือ คอร์ติโซล มันจะสะสมไขมันเพิ่มขึ้นบริเวณช่องท้อง เกิดการกระตุ้นให้อยากอาหาร ถ้าอดใจไม่ไหวก็จะกินไม่หยุด สุดท้ายก็อ้วนจนได้ ดังนั้นถ้ารู้สึกเครียด หันมาวิ่งหลังจากทำงานเครียดๆ กันดีกว่า เพราะหลังจากวิ่งจนเหงื่อท่วม ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน เอ็นโดรฟินเสมือนเป็นการปรับสมดุลให้กับร่างกาย ทำให้สดชื่น สบายใจและคลายเครียดได้เหมือนกัน

476093875

3. ชะลอความแก่

ข้อนี้ต้องมีคนสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะคงไม่มีใครอยากแก่ ยิ่งถ้าสามารถทำได้โดยไม่ต้องเสียเงิน เข้าใจถูกแล้วล่ะ การวิ่ง สามารถชะลอความแก่ได้ ทำให้อวัยวะในร่างกายเสื่อมช้าลงกว่าคนที่ไม่ออกกำลัง จากผลงานวิจัยของ Stanford University School of Medicine โดยการเก็บข้อมูลจากนักวิ่งสูงอายุจำนวน  538 คนเป็นเวลา 24 ปี ผลปรากฏว่า นักวิ่งสูงอายุมีการแก่ตัวช้ากว่า อายุยืนนานและอาการของโรคพิการน้อยกว่ากลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่วิ่ง นอกจากนั้นยังพบว่าสถิติการตายของผู้สูงอายุที่วิ่งมีเพียง 15% ส่วนกลุ่มที่ไม่วิ่งมีถึง 34% ดังนั้นแค่สละเวลาสัก 30 นาที – 1 ชั่วโมงในแต่ละวัน มาวิ่งกัน นอกจากจะบอกลาความแก่ได้แล้ว ยังเหมือนได้อะไหล่ใหม่ให้กับร่างกายด้วย

ที่มา>>>Sanook