ระทึก! จนท.มะกันบุกจับคนร้าย โดนลอบยิงเจ็บ 4 คน-ไฟไหม้โรงแรมยับ

(ภาพ: AP)

เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ออกตามหาผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งที่โมเตล ในรัฐแคนซัส แต่เจ้าหน้าที่ถูกลอบยิงได้รับบาดเจ็บ 4 นายหลังจากเดินทางมาถึง ก่อนเกิดไฟไหม้โรงแรมแห่งนี้จนเสียหายหนัก…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจตามจับผู้หลบหนี ของสำนักบังคับคดีและบังคับใช้กฎหมาย (U.S. Marshals Service) ของสหรัฐฯ ออกตามหาผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งที่โมเตล ‘คันทรี คลับ’ ในเมืองโทพีกา รัฐแคนซัส เมื่อคืนวันเสาร์ ก่อนเจ้าหน้าที่จะถูกยิงได้รับบาดเจ็บ 4 ราย และโรงแรมแห่งนี้ถูกไฟลุกไหม้เสียหายหนัก

ร้อยโท คอลลีน สจวต เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองโทพีกา เปิดเผยว่า หลังจากทีมเจ้าหน้าที่เดินทางถึงโมเตลแห่งนี้ ใครบางคนได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่พวกเขา กระสุนถูกเจ้าหน้าที่สำนักบังคับคดีฯ 2 นาย, เจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) 1 นาย และเจ้าหน้าที่ซึ่งยังไม่ทราบหน่วยงานอีก 1 นาย แต่ไม่มีใครเป็นอันตรายถึงชีวิตควันไฟพวยพุ่งออกจากโมเตล คันทรี คลับ (ภาพ: WIBW/AP)

ในเวลาเดียวกันก็เกิดไฟลุกไหม้โมเตล คันทรี คลับ โดยเพลิงได้ลุกท่วมโมเตลแห่งนี้นานกว่า 3 ชั่วโมง ซึ่งนายไมเคิล มาร์ติน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเมืองโทพีกา บอกกันสำนักข่าว ดับเบิลยูไอบีดับเบิลยู ว่า โมเตลถูกไฟเผาทำลาย แต่ไม่ระบุว่าไฟไหม้ครั้งนี้เกิดจากความตั้งใจ หรือเจอผู้เสียชีวิตในกองเพลิงหรือไม่ และไม่แน่ชัดด้วยว่าผู้ต้องสงสัยหลบหนีไปได้ หรือยังอยู่ในโรงแรมที่ถูกเพลิงไหม้

ทั้งนี้ ตามการเปิดเผยของ นายเครก บีม โฆษกของสำนักบังคับคดีฯ สหรัฐฯ ผู้ต้องสงสัยรายนี้เป็นผู้ต้องสงสัยตามหมายจับ แต่เขาไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ ทั้งเพศ, รูปพรรณ และข้อหาที่ได้รับ โดยอ้างว่ายังอยู่ระหว่างการสืบสวน ขณะที่เจ้าหน้าที่สำนักบังคับใช้กฎหมาย 2 นายที่ได้รับบาดเจ็บสามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว

ที่มา>>>Thairath

“หัวใจสั่นพลิ้ว” เหตุเส้นเลือดสมองตีบ ภัยเงียบใหม่…ของคนเอเชีย

โรคหัวใจ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วโลก ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ระบุว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณ 17 ล้านคน

ในเอเชียแปซิฟิก กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นกลุ่มโรคหลักที่มีความต้องการในการรับบริการทางการแพทย์ และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในอันดับต้นๆ โดยในปี 2015 มีประชากรเสียชีวิตจากโรคนี้ถึง 8.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2005 ถึง 21% ที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตเพียง 6.8 ล้านคน

ในประเทศไทย ทุก 1 ชั่วโมงจะมีคนเสียชีวิตจากโรคหัวใจราว 6 คน เป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในรอบ 10 ปี…

เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประเทศสิงคโปร์ มีการแถลงข่าวถึงสถานการณ์ของภาวะโรคหัวใจ และนวัตกรรมยารักษาใหม่ๆที่ประเทศสิงคโปร์ ผศ.นพ.ตัน รู สัน ที่ปรึกษาอาวุโสด้านโรคหัวใจ ศูนย์โรคหัวใจแห่งสิงคโปร์ บอกว่า ตั้งแต่ปี 1990-2013 สถิติการป่วยด้วยโรคหัวใจขาดเลือดในประเทศสิงคโปร์เพิ่มขึ้นถึง 148.4%จากการศึกษาเรื่อง “The Global Burden of Diseases Study 2013” (GBD 2013) พบว่า ในปี 2013 มีประชากรในแถบเอเชียใต้ เป็นประชากรกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดที่มีอัตราการตายจากโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยอัตราการเพิ่มของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นผลมาจากการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกหลักโภชนาการ, มีพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น การสูบบุหรี่, มลพิษทางอากาศ และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของคนเมืองคือการนั่งนิ่งๆ เป็นเวลานานทำให้ขาดการออกกำลังกาย นอกจากนี้มีการวิจัยที่ชี้ชัดว่าจะมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นในทศวรรษหน้าโดยในปี 2025 คาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้จะเพิ่มขึ้นถึง 7.8 ล้านคน

คุณหมอตัน บอกว่า อาการที่มักพบร่วมกับอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจคือ ภาวะหัวใจวาย, ภาวะโรคหลอดเลือดสมองตีบหรือขาดเลือดไปเลี้ยง และภาวะการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ โดยเฉพาะการเกิด Stroke หรือโรคหลอดเลือดสมองตีบ เป็นความเสี่ยงในลำดับต้นๆที่มักเกิดขึ้นตามมาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ รายงานขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า ในปี 2012 ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีจำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจถึง 46% ที่เสียชีวิตจากการมีภาวะหลอดเลือดสมองตีบ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากจำนวนประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้น“ในสิงคโปร์เราพบว่าโรคหลอดเลือดสมองตีบเป็น 1 ใน 4 ของสาเหตุการเสียชีวิตของคนสิงคโปร์ และในเกาหลีใต้การเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบมีอัตราเพิ่มขึ้นถึง 13.2%ในรอบ 10 ปี” คุณหมอตันบอก

ที่ปรึกษาอาวุโสด้านโรคหัวใจ ศูนย์โรค หัวใจแห่งสิงคโปร์ ยังบอกด้วยว่า สาเหตุที่มักทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันหรือขาดเลือดไปเลี้ยง ส่วนหนึ่งมาจาก ภาวะหัวใจสั่นพลิ้ว หรือที่เรียกว่า ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Atrial Fibrillation) โดยพบว่าส่วนใหญ่จะมีอัตราการเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ ทำให้เกิดความแปรปรวนของการไหลของโลหิตซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดลิ่มเลือด และลิ่มเลือดเหล่านี้เองที่จะทำให้เกิดการอุดกั้นในสมองและอวัยวะอื่นๆ เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดในสมองตีบ“ผู้ป่วยที่มีภาวะการเต้นของหัวใจผิดจังหวะและไม่ได้รับการรักษาจะมีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดสมองตีบจากการที่มีลิ่มเลือดไปอุดกั้นมากกว่าผู้ป่วยทั่วไปกว่า 5 เท่า ประมาณการว่า 15% ของผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดสมองตีบจะมีภาวะสมองขาดเลือดไปเลี้ยงจากลิ่มเลือดอุดกั้น ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ” คุณหมอตันอธิบายพร้อมกับให้ข้อมูลด้วยว่า ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะนั้น มักพบในกลุ่มเพศชาย ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี เคยมีประวัติป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว

จากการศึกษาพบว่าการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของกลุ่มประชากรผู้สูงอายุในแถบเอเชีย ทำให้มีอัตราการเพิ่มของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ, ความดันโลหิตสูง, โรคอ้วนและโรคเบาหวาน เป็นผลให้สามารถทำนายอัตราการเพิ่มของการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะซึ่งจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าประชากรในแถบตะวันตก มีการประมาณการว่าจะมีผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเพิ่มขึ้นถึง 72 ล้านคนในปี 2050 และในจำนวนนี้จะมีผู้ป่วยถึง 2.9 ล้านคนที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากภาวะหลอดเลือดสมองตีบนพ.ชวน คิท ฟู หัวหน้าฝ่ายการแพทย์ แผนกฟาร์มาซูติคอล บริษัทไบเออร์ เอเชียแปซิฟิค อธิบายว่า ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะมีส่วนกระตุ้นให้เกิดภาวะหลอดเลือดสมองตีบและจะมีอาการรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เป็นสาเหตุทำให้อัตราการตาย ความพิการ และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดสมองตีบนั้นจะเสียชีวิตถึง 20% ส่วนจำนวนผู้ที่รอดชีวิตมีจำนวน 60% มีโอกาสที่จะเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาต

คุณหมอคิท ฟู บอกว่า ปัจจุบันการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ได้ผลดีที่สุดคือ การให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดใหม่ ที่กินแค่วันละครั้ง ต่างจากการให้ยาละลายลิ่มเลือดแบบเดิมที่ใช้มานานกว่า 50 ปี ที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะการเกิดภาวะเลือดออกในสมอง (Intracranial hemorrhage)

“ยาตัวใหม่นี้มีการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2008 เป็นยาที่ใช้ง่ายกว่าและสามารถลดภาวะเสี่ยงการเกิดภาวะเลือดออกในอวัยวะต่างๆได้ ช่วยให้ผู้ป่วยมีทางเลือกเพิ่มขึ้นในการรักษา ไม่ต้องคอยกังวลกับการเจาะเลือด หรือการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการกินยาหลายตัว” คุณหมอคิท ฟู บอกพร้อมกับเสริมว่าในเอเชียแปซิฟิก ยังมีการใช้ยาแบบเก่าค่อนข้างมาก ทำให้ผู้ป่วยต้องไปเจาะเลือดบ่อยๆ และผู้ป่วยเองก็มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในสมองมากกว่าการใช้ยาตัวใหม่ ซึ่งการที่จะให้มีการตัดสินใจใช้ยาตัวใหม่ จำเป็นที่จะต้องมีการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจทั้งในส่วนของแพทย์และผู้ป่วยอย่างกว้างขวางมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ความสะดวกในการเข้าถึงยาและการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย.

ที่มา>>>Thairath

รัฐพิหารในอินเดีย ประกาศห้ามขาย-บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

(ภาพ: AFP)

ทางการรัฐพิหาร ในประเทศอินเดียประกาศห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในรัฐอย่างเป็นทางการในวันอังคาร เพียงไม่กี่วันหลังจากประกาศห้ามขายสุราต้มเอง และได้รับการสนับสนุนดี…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐพิหาร ทางตะวันออกของประเทศอินเดีย ประกาศห้ามขายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในรัฐอย่างเต็มรูปแบบ เพียงไม่กี่วันหลังจากประกาศห้ามขายสุราต้มเองภายในรัฐ และเดิมวางแผนจะสั่งห้ามอย่างเต็มรูปแบบใน 6 เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม นายนิติช กุมาร มุขมนตรีรัฐพิหาร ระบุว่าเขาเร่งกำหนดการให้เร็วขึ้นเนื่องจาก การห้ามขายสุราต้มเองได้รับการสนับสนุนอย่างดีมากตั้งแต่ 4 วันแรกหลังประกาศ จนรัฐบาลพร้อมที่จะห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเต็มรูปแบบในทันที เพราะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเปลี่ยนแปลงสังคมในรัฐพิหาร

การตัดสินใจเร่งกำหนดการห้ามขายแอลกอฮอล์อย่างเต็มรูปแบบของนายกุมารได้รับเสียงสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์จากสมาชิกสภารัฐ 243 คน

ทั้งนี้ การห้ามขายแอลกอฮอล์ในรัฐพิหารได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชนอย่างมากโดยเฉพาะผู้หญิง เนื่องจากพวกเธอเชื่อว่าการที่ผู้ชายดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว, การคุกคาม รวมทั้งความยากจน แต่มาตรการนี้จะทำให้รัฐบาลท้องถิ่นสูญเสียรายได้จากภาษีที่เก็บจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกือบ 5 หมื่นล้านรูปี

อนึ่ง นอกจากรัฐพิหารแล้ว ยังมีอีก 3 รัฐที่ห้ามขายแอลกอฮอล์อย่างสิ้นเชิงคือ รัฐคุชราต, รัฐนาคาแลนด์ และรัฐมณีปุระ

ที่มา>>>Thairath

ไม่มีแตะเบรก! ชายจีนระบายแค้น ขับเก๋งพุ่งชนโครม โชว์รูมขายรถ

ชายจีน

อั้ยหยา!! ชายจีนแบกความแค้นเต็มอก ควบรถเก๋งพุ่งชนโชว์รูมขายรถในกรุงปักกิ่งจนพังยับ โชคดีไม่มีคนเจ็บ สื่อแดนมังกรเผย ชายคนนี้โกรธบริษัทเจ้าของโชว์รูมรถที่ขายรถให้กับเขา แต่ไม่ได้ดีตามที่คุยโวจนถึงขนาดเคยยื่นฟ้องดำเนินดคี…

เมื่อ 16 มี.ค. 59 สื่อต่างประเทศรายงาน เกิดเหตุการณ์ระทึก ชายชาวจีนโกรธสุดๆ ขับรถเก๋งสีขาวพุ่งชนโชว์รูมรถยนต์แห่งหนึ่ง ในกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน เต็มแรง จนได้รับความเสียหายอย่างหนัก เดชะบุญไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยตามรายงานของสื่อท้องถิ่นในจีน เปิดเผยเพียงแค่ว่า ชายผู้นี้ชื่อ นายไป๋ และเขาได้เคยฟ้องดำเนินคดีทางกฎหมายกับบริษัท ออโตโมบาย 4S ซึ่งเป็นเจ้าของโชว์รูมจำหน่ายรถยนต์แห่งนี้ เมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากไม่พอใจที่ขายรถเก๋งคันนี้ให้กับเขา แต่เมื่อนำไปขับจริงๆ แล้ว กลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกพอใจกับสมรรถนะของรถเก๋งแต่อย่างใด

จากภาพในกล้องวงจรปิดในโชว์รูมขายรถยนต์ บันทึกไว้เมื่อวันศุกร์ที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา และถูกสื่อจีนนำไปเผยแพร่อย่างกว้างขวาง แสดงให้เห็นช่วงเวลาที่ นายไป๋ ควบรถเก๋งพุ่งชนโชว์รูมชนิดไม่มีแตะเบรก และยังถือเป็นความโชคดีของชายคนหนึ่ง ที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ด้านนอกโชว์รูม และเดินออกไปจากบริเวณนั้นพอดี จึงรอดพ้นจากการถูกรถเก๋งชนไปอย่างฉิวเฉียด

ข่าวแจ้งว่า สาเหตุที่ทำให้ นายไป๋ มีความโกรธแค้นโชว์รูมแห่งนี้เพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากหลังจากเขาได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีกับบริษัทขายรถยนต์ออโตโมบาย 4S แล้ว ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่บริษัทได้ โทร.มาข่มขู่ภรรยาของเขาให้ถอนฟ้อง จนเขายอมถอนฟ้องในที่สุด เมื่อ ก.พ.ที่ผ่านมา และด้วยความโกรธสุมอกจึงทำให้นายไป๋ลงมือก่อเหตุรุนแรงไม่คาดคิดดังกล่าว อย่างไรก็ตาม นายไป๋ ได้มีการโทรศัพท์มาเตือนโชว์รูมแห่งนี้ก่อนหน้าแล้วว่า เขากำลังจะมา ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ที่มา>>>Thairath

สร้างประวัติศาสตร์‘รอยัล บรูไน’! 3 นักบินหญิงสุดเก่ง ขับโบอิ้ง 787 ไปซาอุฯ

นักบิน1

(ภาพจาก Facebook: Royal Brunei Airlines)

เก่งไม่แพ้ผู้ชาย..3 นักบินหญิงของสายการบินรอยัล บรูไน แอร์ไลน์ส สร้างประวัติศาสตร์ครั้งแรกให้กับสายการบิน ร่วมกันขับและควบคุมเครื่องบินโดยสารลำโต โบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ จากบรูไน ไปยังเมืองเจดดาห์ ในซาอุดีอาระเบีย

เมื่อ 16 มี.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเรื่องฮือฮา 3 นักบินหญิงของสายการบินรอยัล บรูไน แอร์ไลน์ส สร้างประวัติศาสตร์ให้แก่บริษัทสายการบิน รอยัล บรูไน แอร์ไลน์ส ด้วยการขับและควบคุมเครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ เที่ยวบิน BI081 ทะยานขึ้นจากท่าอากาศยานบรูไน ปลายทางเมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นครั้งแรก อีกทั้งยังถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถของผู้หญิง ที่ประจวบเหมาะกับการร่วมเฉลิมฉลองวันชาติของบรูไนเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาพอดี

ข่าวแจ้งว่า การสร้างประวัติศาสตร์ของ 3 นักบินหญิงของสายการบินรอยัล บรูไน แอร์ไลน์ส ในครั้งนี้ ถึงแม้จะเป็นหมุดหมายหลักไมล์ครั้งสำคัญของสายการบิน แต่ขณะเดียวกัน ก็สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่าง เพราะเครื่องบินโดยสารที่ 3 นักบินหญิงร่วมกันควบคุมนั้น ได้มาลงจอดในประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งผู้หญิงยังไม่ได้รับอนุญาต แม้แต่การขับรถยนต์

นักบิน2

ด้านกัปตันหญิงชาริฟา ซารีนา สุเรนี ซึ่งได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นกัปตันหญิงคนแรกของเครื่องบินโดยสารรอยัล บรูไน แอร์ไลน์สเมื่อ 3 ปีก่อน กล่าวว่า โดยปกติแล้ว ผู้คนมักเห็นผู้ชายทำหน้าที่ควบคุมเครื่องบิน แต่ในฐานะผู้หญิง และเป็นผู้หญิงบรูไน นี่เป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ ที่แสดงให้ผู้หญิงรุ่นหลังหรือเด็กหญิงทั้งหลายที่มีความฝันว่า สามารถทำให้ความฝันเป็นจริงได้.

ที่มา>>>Thairath

โลกป่วน ก่อการร้ายวันเดียว 2 ประเทศ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ดับอื้อ

 * โลกป่วน ก่อการร้ายวันเดียว 2 ประเทศ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ดับอื้อ *

หตุก่อการร้ายที่ไอวอรีโคสต์และตุรกี

เกิดเหตุก่อการร้ายที่ไอวอรีโคสต์และตุรกี ในเวลาไล่เลี่ยกันทั้ง 2 แห่งภายในวันเดียว ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิตอย่างน้อย 50 ราย

วันที่ 13 มีนาคม 2559 เว็บไซต์มิเรอร์ของอังกฤษ เปิดเผยรายงานชวนสลด ระบุว่า เกิดเหตุก่อการร้ายใน 2 ประเทศ ในเวลาไล่เลี่ยกัน ได้แก่การกราดยิงที่รีสอร์ทริมทะเล ประเทศไอวอรีโคสต์ และการระเบิดคาร์บอมบ์ฆ่าตัวตาย ในกรุงอังการา ประเทศตุรกี ส่งผลให้มีประชาชนและเจ้าหน้าที่เสียชีวิต รวมถึงยังได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก

หตุก่อการร้ายที่ไอวอรีโคสต์และตุรกี

สำหรับเหตุการณ์แรก เกิดขึ้นที่รีสอร์ทริมชายทะเลในเมือง Grand-Bassam ประเทศไอวอรีโคสต์ รายงานระบุว่า กลุ่มชายฉกรรจ์สวมโม่งพร้อมอาวุธปืน AK-47 ได้บุกเข้ามาที่หน้าชายหาดด้วยเรือ ก่อนกราดยิงนักท่องเที่ยวที่กำลังพักผ่อนตากอากาศอยู่ ณ รีสอร์ทดังกล่าว และหลบหนีไปในเวลาต่อมา

การเปิดฉากยิงไม่เลือกหน้า ส่งผลให้ประชาชน 14 ราย และทหารกองกำลังพิเศษอีก 2 นาย เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ หนึ่งในนั้นมีเด็กชายวัยเพียง 5 ขวบ ที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมคาหาดทราย ทั้งนี้ พยานในเหตุการณ์บางรายเล่าว่า พวกเขาได้ยินกลุ่มผู้ก่อการร้ายตะโกน “อัลลอฮุอักบัร” ขณะที่ลงมือกราดยิงผู้บริสุทธิ์ไปด้วย

ส่วนอีกด้านหนึ่ง ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตาย ที่ส่งผลให้ประชาชนจำนวน 34 รายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะกำลังโดยสารรถบัส แต่ถูกรถยนต์อีกคันหนึ่งพุ่งเข้าชนจนเกิดระเบิดขนาดใหญ่ดังกล่าว และยังมีประชาชนอีกกว่า 125 รายได้รับบาดเจ็บอีกด้วย

ด้านเจ้าหน้าที่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีการกราดยิงที่บริเวณดังกล่าวด้วย ซึ่งส่งผลให้ประชาชนอีก 19 รายได้รับบาดเจ็บสาหัส และยังอยู่ในอาการน่าเป็นห่วง โดยจากการสันนิษฐานเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ระบุว่า น่าจะเป็นฝีมือของพรรคแรงงานเคอร์ดิสถาน หรือไม่ก็กลุ่มก่อการร้ายอื่น ๆ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีกลุ่มใดออกมากล่าวอ้างความรับผิดชอบแต่อย่างใด

หตุก่อการร้ายที่ไอวอรีโคสต์และตุรกี

เมนูสยอง ปลาทอดหัวสด อ้าปากกลืนเหล้าคาจาน !!

 * เมนูสยอง ปลาทอดหัวสด อ้าปากกลืนเหล้าคาจาน !! *

ปลาทอด ยังไม่ตาย

เผยคลิปวิดีโอเมนูชวนสะพรึง ปลาถูกจุ่มทอดแค่ตัว หัวยังคงสดใหม่ อ้าปากอมเหล้าที่ลูกค้าลองกรอกใส่ปาก ประหนึ่งฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้

จากรายงานของเว็บไซต์เดลี่เมล ระบุว่า คลิปวิดีโอนี้บันทึกได้จากประเทศจีน ร้านอาหารแห่งหนึ่งได้เสิร์ฟเมนูปลาทอดราดน้ำยำแก่ลูกค้าในสภาพที่การันตีความสดใหม่ นั่นคือจับปลาลงทอดแค่ส่วนลำตัวถึงหาง ส่วนหัวปลายังคงสด ไม่ถูกทอดไปด้วยแต่อย่างใด ทำให้ปลาถูกเสิร์ฟในลักษณะที่หัวยังอ้าปากกว้างอย่างที่เห็น

แต่แล้วดูเหมือนว่าแค่นี้จะยังสะพรึงไม่พอ ลูกค้าที่กำลังจะทานปลาได้เพิ่มความสะพรึงขึ้นอีก 1 ระดับ ด้วยการลองเอาเหล้า 1 ชอตเทลงในปากของปลาเพื่อดูว่าเจ้าปลาตัวนี้จะมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง ซึ่งก็ปรากฏว่าหลังจากที่กรอกเหล้าใส่ปากของมันแล้ว ปลาตัวนี้ก็หุบปากของมันคล้ายกับยอมกลืนเหล้าลงไป ก่อนที่จะกลับมาอ้าปากหวอตามเดิม

อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าปลาตัวนี้ตายแล้วตั้งแต่มันถูกจับทอด แต่ที่มันสามารถเคลื่อนไหวเสมือนปลาซอมบี้นี้ ก็เป็นเพราะแอลกอฮอล์เข้าไปทำปฏิกิริยากับปลายประสาทภายในปากของมันต่างหาก

อ่านเพิ่มเติม เมนูสยอง ปลาทอดหัวสด อ้าปากกลืนเหล้าคาจาน !!

อังกฤษผวา ปลาเขมือบอัณฑะ-ฟันเหมือนมนุษย์ อาจพบในประเทศ

 * อังกฤษผวา ปลาเขมือบอัณฑะ-ฟันเหมือนมนุษย์ อาจพบในประเทศ *

ปลาเขมือบอัณฑะ-ฟันเหมือนมนุษย์

อังกฤษเริ่มผวา ปลาเปคู (Pacu) ซึ่งเป็นที่รู้จักในนามของปลาเขมือบอัณฑะ อาจพบในแหล่งน้ำในประเทศได้ หลังจากพบในอเมริกา เดนมาร์ก และปารีสมาแล้ว

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 เว็บไซต์มิเรอร์ของอังกฤษ รายงานว่า ปลาสายพันธุ์นี้ปกติแล้วมีถิ่นที่อยู่ในอเมริกาใต้ แต่แล้วเมื่อเร็ว ๆ นี้ กลับมีรายงานการพบมันในสหรัฐอเมริกา เดนมาร์ก และที่แม่น้ำแซน ในกรุงปารีส ดังนั้นจึงเป็นที่หวาดกลัวว่ากลาพาคูอาจจะพบในอังกฤษได้ด้วย โดยเฉพาะถ้าหากมีใครสักคนลักลอบเอามันมาปล่อยในแหล่งน้ำสักแห่ง เช่น ทะเลสาบ หนองน้ำ แม่น้ำ มันก็อาจจะกระจายพันธุ์ในอังกฤษได้

เปคูเป็นปลาในตระกูลเดียวกับปิรันย่า และมีต้นกำเนิดมาจากแม่น้ำอะเมซอนเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ปิรันย่าจะมีฟันเป็นลักษณะฟันเลื่อยและแหลมคมมาก ส่วนฟันของปลาเปคูจะหนาและแข็งแรงคล้ายกับฟันมนุษย์ อาหารหลักของพวกมันคือ ใบไม้ ถั่วที่ตกลงน้ำ พืชน้ำ และหอยทาก แต่ถ้าอาหารเหล่านี้มีจำกัด มันก็จะหันมากินปลาชนิดอื่น ๆ ส่วนขนาดตัวของมันเมื่อโตเต็มวัยอยู่ที่ประมาณ 1 เมตร และหนักกว่า 20 กิโลกรัม

อ่านเพิ่มเติม อังกฤษผวา ปลาเขมือบอัณฑะ-ฟันเหมือนมนุษย์ อาจพบในประเทศ

ติงลี่ หลี่เหลียงเหว่ย…หล่อ ล่ำ ซิกแพ็คสะเทือนวงการ #60กำลังฟิน

 * ติงลี่ หลี่เหลียงเหว่ย…หล่อ ล่ำ ซิกแพ็คสะเทือนวงการ #60กำลังฟิน *

ติงลี่ หลี่เหลียงเหว่ย

กำลังเป็นกระแสดังในโซเชียลไม่น้อย สำหรับหนุ่มใหญ่นักแสดงชาวฮ่องกง นาม หลี่ เหลียง หรือที่ลุงป้าอาพี่จดจำได้ ก็คือ ติงลี่ ยุค 80’s จากเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ ยุคนั้นไม่มีใครไม่รู้จักเฮียคนนี้…แหม่!! ตอนนี้กำลังเป็นที่กรี๊ดกร๊าดของสาวๆ ไม่แพ้ดารา K-pop เพราะความหล่อและซิกแพคแน่นทะลุกาลเวลา …เราเลยไม่พลาดขออวดรูปหาดูยากของเฮียหลี่ ข้างนอกหล่อปังขนาดนี้ แล้วข้างในล่ะจะแน่นเปรี๊ยะๆ ขนาดไหน

อร๊ายยยยยย หล่อปังอลังนี หุ่นแซ่บน่าเจี๊ยะซะจริ๊งงงงงงง

ทำม้ายยยยยยยย อายุอานามก็ 60 แล้ว แต่เฮียถึงได้รักษาหุ่นได้แซ่บน่าเจี๊ยะ ซิกแพคแน่นเปรี๊ยะไม่แพ้หนุ่ม ๆ เลย….. เท่าที่ได้ไปล้วงแคะ แกะ เกา ถามเพื่อนชาวจีนที่นางเป็นติ่งเฮียหลี่อยู่ได้ความมาว่า เฮียแกดูแลสุขภาพร่างกายเป็นอย่างดี ออกกำลังกายฝึกกังฟูกับผู้ช่วยเป็นประจำ ซึ่งผู้ช่วยของเฮียน่ะเรียกว่าไม่ธรรมดาเลยนะ เพราะมีดีกรีกังฟูจากเส้าหลินเชียว แบบนี้รับรองว่าฝึกวิทยายุทธ กำลังภายใน เดินลมปราณจัดเต็มแน่นอน ซึ่งเป้าหมายของเฮียหลี่สำหรับการดูแลตัวเองให้ดีอย่างนี้ก็คือการเป็นผู้นำเทรนด์ให้ผู้ชายหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น เพราะยังไงก็จะไม่ยอมแก่ ซึ่งเราว่าผลลัพธ์มันก็เห็นชัดแล้วนะ ว่าเฮียหลี่คงกระพันจริง ๆ นอกจากจะมีรูปร่างดีแล้ว ยังดูเด็กกว่าอายุจริงมาก ๆ ด้วย

อ่านเพิ่มเติม ติงลี่ หลี่เหลียงเหว่ย…หล่อ ล่ำ ซิกแพ็คสะเทือนวงการ #60กำลังฟิน

รักแท้ของคุณลุงผู้ปลูกดอกไม้เต็มทุ่งเพื่อภรรยาตาบอด แม้มองไม่เห็นแต่ก็ยังได้กลิ่น

 * รักแท้ของคุณลุงผู้ปลูกดอกไม้เต็มทุ่งเพื่อภรรยาตาบอด แม้มองไม่เห็นแต่ก็ยังได้กลิ่น *

คุณลุงผู้ปลูกดอกไม้เต็มทุ่งเพื่อภรรยาตาบอด

แม้คู่รักคู่นี้จะต้องเผชิญกับโชคร้ายที่ฝ่ายภรรยาตาบอด แต่สามีได้เปลี่ยนอุปสรรคครั้งนี้ให้เป็นโอกาสที่แสนหวานซึ้งใจให้กับภรรยาสุดที่รัก ด้วยการปลูกทุ่งดอกไม้กลิ่นหอมจนเต็มสวนรอบพื้นที่บ้าน ไม่เพียงแค่จะสร้างความประทับใจให้ภรรยา แต่ยังรวมไปถึงผู้คนอีกหลายพันคนที่ได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมทุ่งดอกไม้แห่งรักนี้ด้วย

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559 เว็บไซต์ rocketnews24 ได้รวบรวมภาพความงดงามของทุ่งดอกชิบะซากุระ (Moss Phlox) ในเมืองชินโตมิ จังหวัดมิยาซากิ ที่ตอนนี้กำลังออกดอกสวยงามชมพูสะพรั่งราวกับปูพรม แถมยังส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วท้องทุ่ง จนกลายเป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยวจำนวนมากกว่า 7 พันคนพากันไปถ่ายรูปเก็บภาพสวย ๆ

ทุ่งดอกไม้แห่งนี้แท้จริงแล้วเป็นที่ดินส่วนตัวของคู่สามี-ภรรยา คุณลุงและคุณป้าคุโรกิ นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวความรักมากมายทั้งที่แสนเจ็บปวดและโรแมนติก ซ่อนอยู่เบื้องหลังความสวยงามของดอกไม้เหล่านี้ด้วย

เมื่อก่อนทุ่งดอกไม้แห่งนี้เคยเป็นฟาร์มเลี้ยงวัวของครอบครัวคุโรกิ มีวัวเป็นจำนวนมากถึง 60 ตัวด้วยกัน แต่หลังจากคุณตาและคุณยายแต่งงานกันมาได้ราว 30 ปีคุณป้าในวัย 52 ปี ก็เกิดมีปัญหาเกี่ยวกับดวงตาจากอาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวานขึ้น จากนั้นไม่นานดวงตาของคุณป้าก็มืดบอดสนิท ฝันที่เธอเคยอยากไปท่องเที่ยวกับสามีก็ดับลง ทำให้เธอกลายเป็นคนปิดตัวเองและเก็บตัวเงียบ ๆ อยู่แต่ในบ้าน

อ่านเพิ่มเติม รักแท้ของคุณลุงผู้ปลูกดอกไม้เต็มทุ่งเพื่อภรรยาตาบอด แม้มองไม่เห็นแต่ก็ยังได้กลิ่น